วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปาฏิหาริย์สมเด็จพระญาณสังวร





                                                               สมเด็จพระญาณสังวรฯ

...เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ...อยู่มาวันหนึ่งผมได้เข้าไปคุยกับคุณพ่อที่ห้องสมุดของท่าน เราก็ได้สนทนากัน
ไปในหลายเรื่องด้วยกัน พอมาถึงประเด็นเกี่ยวกับพระศาสนา ผมได้ถามคุณพ่อว่า " ในปัจจุบันนี้คุณพ่อ
เห็นว่าพระสงฆ์องค์ใดที่จะเป็นเนื้อนาบุญให้ผู้คนได้กราบไหว้สักการะกันได้บ้างละครับ " 
...คุณพ่อตอบว่า " ที่พ่อเห็นก็น่าจะเป็นสมเด็จพระญาณสังวรฯ องค์นี้แหละ ทีเป็นช้างเผือกในกรุง 
ต่อไปคงไม่แคล้วจะได้เป็นพระสังฆราชอย่างแน่นอน..." 

...ผมก็เลยจดจำชื่อสมเด็จพระญาณสังวรจนขึ้นใจเลยทีเดียว และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๑ เมื่อสมเด็จพระ
อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช [ วาสน์ วาสโน ] ได้สิ้นพระชนม์ลง ทำให้ตำแหน่งพระสังฆราชได้ว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนา
พระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามเดิมคือ...

...สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก...

...ย้อนไปในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ...ในปีนั้นผมเดินทางขึ้นไปนมัสการ ล.ป.บุดดา ถาวโร และ ล.พ.เกษม เขมโก
ทั้ง ๒ องค์ นี้เป็นประจำ...มีอยู่วันหนึ่งได้เดินทางมาที่วัดบวรนิเวศ...เผอิญได้พกพาวัตถุมงคลของ...
 ล.ป.บุดดาและ ล.พ.เกษม ไปด้วยทั้ง ๒ องค์ เดินไปที่โบสถ์ตรงหน้าต่างมองเห็นสมเด็จพระญาณสังวร
กำลังทำพิธีอยู่ในโบสถ์กำลังจะเสร็จสิ้นพิธีอยู่พอดี ตอนนั้นตั้งจิตปัจจุบันทันด่วนขึ้นมาว่า อยากให้...
สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร เดินมารดน้ำมนต์ให้ที่ถุงใส่วัตถุมงคลของทั้ง ๒ องค์ ที่หน้าต่างโบสถ์ที่ผมยืนอยู่กับเพื่อนๆอีก ๔ คน ซึ่งตอนนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะตอนที่ตั้งจิตอธิษฐาน
อยู่นั้น สมเด็จพระญาณสังวร ท่านทำพิธีเสร็จจะเดินออกไปทางประตูอยู่แล้ว...ทันใดนั้นเหมือนฟ้าประทาน พออธิษฐานเสร็จสิ้น สมเด็จท่านเดินไปถึงประตูทางออกแล้ว แต่กลับหยุดเดินต่อ แต่กลับหัน
หลังกลับและเดินมาที่หน้าต่างที่ผมยืนถือถุงวัตถุมงคลทั้ง ๒ องค์อยู่ พอท่านมาถึงที่หน้าต่าง จ้องมองหน้าผมเล็กน้อยแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบไม้มงคลและจุ่มน้ำมนต์ที่ทำพิธี ซัดโปรยมาที่ถุงวัตถุมงคลของผมอย่างเต็มที่...ตอนนั้นผมรู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจเป็นที่สุดเหลือกำลัง...ได้สติอีกทีท่านก็เดินคล้อยหลังออกประตูทางออกและลับตาผมไปในที่สุด...คำเดียวที่ผมคิดออกในขณะนั้นก็คือ...

...เจโตปริยญาณ...

...และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ช่วงที่สมเด็จพระญาณสังวรทรงประชวรอยู่ มีผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านได้
พาผมและภรรยาไปเยี่ยมสมเด็จพระสังฆราชได้ตามใจที่ประสงค์จะไปเยี่ยมเยียนท่านอยู้แล้ว จึงนับว่าเป็นโอกาสที่สุดแสนวิเศษเหลือคำพรรณาใดๆ ...จึงมีภาพด้านล่างให้ทุกคนได้ชมกันนะครับ...







วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์จากพระกริ่งเขมร





...ผมต้องขอเกริ่นเรื่องราวที่มาที่ไปให้ทราบกันก่อนนะครับ...กล่าวคือ ผมเกิดอยู่ในครอบครัวที่
เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นนายตำรวจ คุณพ่อผมท่านมีพระเครื่อง พระบูชาต่างๆอยู่มากโขอยู่...
ผมเคยถามท่านว่า "พ่อทำไมมีพระเยอะจังเลยครับ " ... 

แกก็ตอบมาว่า " พ่อไม่ได้ไปวิ่งเต้นหามาหรอก แต่เมื่อตอนพ่อเป็นนายร้อยอยู่ บางที่ไปจับคนร้าย
ที่โรงงานยาฝิ่น บางคนก็รับปากว่าจะไม่ทำร้ายคนอื่นอีก แถมถอดพระออกจากคอให้มาทั้งพวง...
เป็นรางวัลให้พ่ออีก ไอ้ครั้นพ่อไม่รับเอาไว้ ก็ดูกระไรอยู่ [ที่จริงพ่อผมท่านก็ชอบสะสมพระอยู่แล้ว]
จะเป็นการเสียน้ำใจกันเปล่าๆ  ลำพังพระที่ได้ตกทอดมาจากปู่แก ก็เยอะอยู่แล้ว แล้วบางทีก็ยังมีคน
เอามาให้อยู่เรื่อยๆ นับวันๆ ก็เลยเยอะอย่างที่แกเห็นนะแหละ "

...นี่เป็นคำบอกเล่าจากปากของพ่อผม...คราวนี้เรามาเข้าเรื่องกันก่อนว่า โดยเริ่มแรกเดิมที่นั้น...
พระกริ่งเขมรองค์นี้ อยู่กับพี่ชายผมเลี่ยมทองเรียบร้อยแล้ว แต่ต่อมาพี่ชายผมเขาหน้ามืดไม่มีเงิน
ไปเที่ยวแต่ไม่กล้าเอาพระไปจำนำ ก็เลยแกะทองที่หุ้มพระอยู่เอาทองไปขายซะ ก็เลยไม่ได้ใส่
พระกริ่งองค์นี้อีก มีอยู่วันหนึ่งผมไปเที่ยวที่บ้านพี่ชาย ก็เลยหยิบพระที่อยู่ในพานมาส่องดูเล่นก็ไป
เห็นพระกริ่งเขมรองค์นี้เข้า เห็นว่าผิดแปลกแตกต่างจากพระกริ่งเขมรองค์อื่นๆที่เคยเห็นมาว่า
 ธรรมดาพระกริ่งเขมรทั่วไป ที่ใต้ฐานจะมีโอม คือเลข ๑ อยู่เป็นปกติทั่วไป แต่องค์นี้ใต้ฐานมี
 โอม นูนขึ้นมาจากใต้ฐาน ผมจึงแปลกใจมาก และนึกอยากได้มาครอบครองในทันที...

...ผมจึงพูดกับพี่ชายว่า " พี่อู๊ด เธออยากได้เหรียญรัชกาลที่ ๑ ไหม ? "
พี่อู๊ดตอบว่า " อยากได้ซิ เธอมีเหรอ " 
ผมตอบว่า " มีซิ แต่ต้องแลกกับพระกริ่งเขมรองค์นี้นะ ชั้นชอบ โอเคไหม ? "
พี่อู๊ดว่า " ได้ๆ แลกกันเลย " 

...เพียงเท่านั้นก็เรียบร้อย ผมรีบนำพระไปเลี่ยมด้วยความรวดเร็ว [ กลัวพี่อู๊ดเปลี่ยนใจ ] หลังจากนั้นก็
ใส่มาเรื่อย มีอยู่วันหนึ่งเดินอยู่ที่บ้านชั้น ๒ พลาดไปเหยียบเศษแก้วเข้าเต็มที่ ปวดสุดๆ รีบชักเท้าขึ้น
มาดู คิดว่าเลือดสาดแน่ๆ แต่ผิดคาด!มองไปก็ไม่เห็นมีเลือด พอดึงเศษแก้วออกมาก็ยังคงไม่มีเลือด
ออกอีกเช่นเดิม มีแต่รู้สึกเจ็บอยู่เล็กน้อยเท่านั้น ... เหลือเชื่อนะครับ ... แต่เป็นเรื่องจริงนะ ...

...ต่อมาผมไปนั่งรอลูกชาย ๒ คน ทำงานอยู่ที่ลานเบียร์ เวิลเทรด ๔ แยกราชประสงค์ ผมก็นั่งจิบ
เบียร์ไปเพลินๆ มองไปทางลานเบียร์ แต่หารู้ไม่ว่าด้านหลังของผมมีลำโพงไฟฟ้าอยู่บนโครงเหล็ก 
ขณะนั้นขาเหล็กที่รับน้ำหนักลำโพง ทานไม่อยู่ได้ทรุดล้มลงมาทางผมที่นั่งอยู่...
ในตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆเข้ามาที่หลังต้นคอผม แต่เหมือนมีอะไรมาลองรับน้ำหนักไว้ 
และตัวผมก็เอียงตัวไปทางซ้ายเหมือนหลบแต่ก็โดนเข้าที่ศรีษะจนได้ รู้สึกมึนแปล๊บๆ หันไปดู
เห็นลำโพงนอนกลิ้งอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว...

...เพื่อนผมเป็นเจ้าของลานเบียร์เข้ามาดู ถามว่า " เป็นยังไงบ้าง " ผมตอบว่า " มึนหัวนิดๆ "เพื่อนผม
ว่า" แขวนพระดีนี่หว่า " ว่าแล้วก็ควักเงินส่งให้ ๑๐๐๐ บาทพร้อมกับพูดว่า " ไปให้หมอตรวจดีกว่านะ " 
ตกลงผมก็ไม่ได้ไปตรวจหมอหรอก กลับถึงบ้านยังกินอาหารได้ตามปกติ ไม่อาเจียร ไม่มึนหัว...
ก็น่าจะโอเค...แล้วก็จริง เหตุการณ์ผ่านไปได้  ๒ - ๓ วันผมก็ยังปกติสุขดี...เจ๋งจริงๆครับ...

...ปิดท้ายอีกซักเรื่องนะครับ...วันหนึ่งแฟนผมเขาให้ช่วยจับแมวเพราะจะฉีดยาให้มัน ผมก็ช่วยจับแมว
ให้ ธรรมดาเวลาเขาฉีดยาแมวก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่วันนั้นมีคือ...แทงเข็มฉีดยาเข้าไปที่แมวหลายครั้ง
ก็ไม่เข้า ตกลงแทงไปหลายที่ แฟนผมรู้สึกฉงนใจแต่เหมือนคิดได้พูดมาว่า " พ่ออนูญาติให้แทงเข็ม
เข้าด้วย " ผมก็กล่าวออกมาว่า " เอา...อนุญาติให้แทงเข้า " ไม่ขาดคำ คราวนี้แทงมิดด้ามเข็มในทันที่
แฟนผมก็เลยพูดว่า " ทีหลังไม่ให้พ่อจับแมวอีกแล้ว เดี๋ยวเข็มฉีดยาแทงไม่เข้าอีก "








...สรุปเรื่องราวหรือที่เขาเรียกกันว่า...ประสบการณ์ ...กับพระเขมรองค์นี้มีมากมายหลายเรื่อง บางเรื่อง
ก็มีหวาดเสียว น่ากลัวกว่านี้ เล่าวันนี้ไม่จบ เพราะเรื่องแต่ละเรื่องค่อนข้างจะยาวอยู่สักหน่อยไว้โอกาส
หน้าผมค่อยมาเล่าให้ฟังใหม่ วันนี้ สวัสดีก่อน ... ครับ ...



วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รถไฟทะลุมิติแห่งกาลเวลาหายเข้าไปในอุโมงค์ ๔๒ ปี


รถไฟทะลุมิติหายเข้าไปในอุโมงค์อย่างลึกลับถึง ๔๒ ปี ...


จู่ๆโผล่ออกมาทุกคนอายุเท่าเดิม ...


... เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลพากันปิดปากเงียบ ที่ขบวนรถด่วน
ขบวนหนึ่งพร้อมกับผู้โดยสารหายลึกลับอย่างไร้ร่องรอย ขณะเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งเมื่อปี
พ.ศ.๒๔๙๒ แล้วจู่ๆโผล่ออกมาอีกในสภาพเดิมทุกอย่าง เมื่อต้นปีนี้คือ พ.ศ.๒๕๓๕ ...

...ที่ประหลาดยิ่งขึ้น ผู้โดยสารจำนวน ๑๒๐ คน และพนักงานประจำรถ ๓ คน มีอายุเท่ากับวันที่หายเข้า
ไปในอุโมงค์ไม่มีใครแก่อายุมากขึ้นสักวันเดียว รูปร่างเหมือนเดิมทุกอย่าง และพวกเขายังเชื่อว่า ...
 ทุกวันนี้ยังเป็น พ.ศ. ๒๔๙๒ อยู่ ...

...รัฐบาลอิตาลีเก็บเรื่องนี้เงียบที่จะพูดถึงขบวนรถด่วนหมายเลข เอฟ ๖๒๖ และยังไม่ยอมพูดถึงว่า ...
เอาขบวนรถนั้นไปไว้ที่ไหนด้วย  ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังคอยจับตาผู้โดยสารทุกคนเว้นแต่มี ๒ คน ...
ที่เป็นชาวต่างประเทศหลบหนีการสอบสวนไป  ส่วนพนักงานประจำรถ ๓ คน รัฐบาลได้เก็บตัวไว้ใน ...
สถานที่หนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน ...












...ข่าวการหายไปของขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ หายลึกลับไป ๔๒ ปี และโผล่กลับมาอีกนั้น แม้ว่าทาง
การ พยายามปิดข่าว แต่หนังสือพิมพ์อิตาลีเกือบทุกฉบับสามารถที่จะติดตามมาเสนอได้ พยานทีได้
รับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เผย ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขบวนรถด่วนนี้มีด้วยกัน ๑๓ โบกี้ หายเข้าไปในอุโมงค์...
รถไฟที่มีความยาว ๑ ใน ๔ ไมล์อย่างลึกลับไม่ยอมโผล่ออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปิดอุโมงค์ทำ
การค้นหา ซึ่งมีทั้งตำรวจและ นักวิทยาศาสตร์ โดยได้ค้นทุกตารางนิ้ว แต่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยว่า
มันหายไปได้อย่างไร รางถึงกับรื้อออกแล้วนำมาวางใหม่ เมื่อค้นหากันไม่พบทำให้หลายคนเชื่อว่า ...
มนุษย์ต่างดาวได้ทำการโจรกรรมโขมยรถด่วนนี้ไป ตามรายงานของ นสพ.อุโมงค์ได้เปิดอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อปี ๒๔๙๓ ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่านไปมาเป็นพันขบวนก็ไม่มีอุบัติเหตุอันแปลกประหลาด ...ลี้ลับนั้นเกิดขึ้นอีกเลย ...

...แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ก็มีคนพยายามค้นหาขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ แต่ก็พบว่า
มีแต่ความว่างเปล่า บางคนถึงกับสรุปว่า รถขบวนนี้ถูกหุ้มห่อด้วยกาลเวลาและเดินทางไปสู่อนาคตอัน
ไกลพ้น ...

เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เรืออินเซอร่า ซึ่งเป็นเรือคุ้มครองเรือประจัญบานของกองทัพเรือสหรัฐ
จู่ๆก็หายอย่างลึกลับจากอู่เรือที่ฟิลาเดลเฟียในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่แล้วจู่ๆก็ไปปรากฏตัวที่
ฐานทัพเรือนอร์ฟอร์ด ซึ่งทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ ...







...เมื่อรัฐบาลปิดข่าว หนังสืออิตาลีก็พยายามที่จะขุดค้นออกมา ในที่สุดหนังสือพิมพ์โรมเดลี่ที่ขายดีมาก
สามารถไปคว้าเอาเทปมาริโอ ฟรานซินี ช่างเครื่องรถไฟขบวนนี้มาตีแผ่ได้ ซึ่งมีดังนี้ ...

"ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์นั้น ไม่นานนักก็มีหมอกสีขาวหนาลอยฟ่อง สมองรู้สึกปั่นป่วนไป
หมด จากนั้นก็หมดสติไม่รู้สึกตัว มาได้สติอีกครั้งหนึ่งเมื่อขบวนรถได้ออกจากอุโมงค์แล้ว เราคิดว่าเวลา
คงจะห่างกันไม่ถึงนาทีดี แต่ที่ไหนได้ เมื่อขบวนรถเรากลับมาถึงสถานีโบล้อคน่าถึงได้ทราบว่า ได้ห่างกัน
ถึง ๔๒ ปี นี่คือสิ่งเดียวที่เรารู้ "

...ผู้โดยสารอื่นๆก็ให้การคล้ายคลึงกันว่า มีหมอกลงจัดเมื่อเวลาเข้าอุโมงค์แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ...
...ผู้โดยสารขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ๒ คน ที่หลบการให้การคือ อดอล์ฟ โรเนอร์
เป็นชาวเยอรมันกับมาร์ติน บาร์ตเลตต์ ชาวแอฟริกาใต้ สำหรับโรเนอร์มีนักข่าวอิตาลีได้โทรศัพท์ไปหลอกถาม โดยอ้างว่าเป็นผู้โดยสารรถด่วนนั้นด้วยกัน ...




...โรเนอร์ได้เล่าว่า ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมาก ตอนที่เขาหายไปพร้อมกับขบวนรถไฟนั้นเขาอายุ ๓๐ ปี
มีลูกชายอายุ ๑๐ ขวบ ... เดี๋ยวนี้ลูกชายผมอายุ ๕๒ ปีแล้ว อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ส่วนภรรยาผมก็ย่างเข้า ๗๐ ปีแล้ว กำลังเป็นโรคเบาหวาน ส่วนผมกลับอายุเพียง ๓๐ ปี เท่านั้น เท่ากับเมื่อปี ๒๔๙๒ ...






... เรื่องราวเหล่านี้เป็นความลึกลับของโลกที่อธิบายได้ยาก ซับซ้อน น่าอัศจรรย์ใจ ต่อผู้ที่ได้รับฟังเป็นอย่างยิ่ง ...
...และเรื่องนี้นับว่าเป็นปริศนาอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ชวนติดตาม สืบเสาะ ค้นหาที่มาความเป็นมาเป็นไป ...

... สวัสดีครับ ...


... อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม ...



วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เนื่องในวันอาสาฬหบูชา




วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า...
"ธัมมจักกัปปวัตตสูตร"
แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม

   เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง...

พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาด
แก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆโดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่
รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบายให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘ ...

ใ จ ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง ป ฐ ม เ ท ศ น า

ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ
ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ...

   ๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

   ๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ...

     ๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
     ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
     ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
     ๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
     ๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
     ๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
     ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
     ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน
     ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่ ...

   ๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด...

   ๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ ...

   ๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา ...

   ๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น...

 ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า

     เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ...

ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า

     “อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา ...

     โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ ...

๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า...

     เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ ...
(คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์) ...

    พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา...
(ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด...

...วันอาสาฬหบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น...
ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่นๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชา...
เทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา ...

...ที่มาจาก...

 ความรู้เกี่ยวกับวันสำคัญไทย (เสฐียรโกเศศ และ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ,๒๕๔๑ : ๓๙ - ๕๙)


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นักโหราศาสตร์ ๔ ระดับ


                                    ...เป็นข้อความบางส่วนจากหนังสือ "โฮ๋ราสาด"ในเื่รื่อง "ดาวลอย"...

                        ...ประพันธ์โดย  หมอเถา [ วัลย์ ] อ.อรุณ ลำเพ็ญ กล่าวถึงว่า "นักโหราศาสตร์ ๔ ระดับ...


                                                                 ...อ.อรุณ ลำเพ็ญ...

...เนื้อหามีดังนี้...

...“อาตมามีศิษย์คนบ้านนอกกะเขาเพียง ๓ คน จะเป็นอาจารย์ใหญ่ได้อย่างไร” 

หลวงตาค้านเต็มเสียง นักโหราศาสตร์เขามีอยู่ ๔ ระดับ คือ ๔ นัก นักที่หนึ่งคือ นักเรียนพบตำรับตำราก็ซื้ออ่านดะ จดจำเอาไว้หมดพบทานผู้รู้ก็ถามและจดจำไว้อีก เพื่อนฝูงใครแนะนำไม่ได้ จดจำเอาไว้แม่นยำ บางคนเรียนรู้มากๆเข้าทำให้สติปัญญาเคยฉลาดปราดเปรื่องกลายเป็นโง่ไป เพราะเอาแต่จดจำ ถ้าใครถามจะตอบหลักเกณฑ์คล่องปร๋อตามตำราเปรี้ยะ เขาเรียก นักเรียนโหราศาสตร์” 

คุณพิชิตพี่ชายนายอำเภอถูกใจสำนวนหลวงตา จึงถามต่อ ...

แล้วนักที่ ๒ เล่าขอรับ

หลวงตาจึงวิสัชนาต่อ นักที่ ๒ คือ นักเล่น ถ้าผ่านนักเรียนที่เรียนรู้มา นำเอาหลักเกณฑ์โหราศาสตร์วิธีนั้นบ้างวิธีนี้บ้างมาลองใช้ทายเขาถูกบ้างผิดบ้างเป็นเครื่องสอนตนเองไป หัดดูดวงลูกหลานและเพื่อนๆไปพลางก่อนเป็นการเล่นๆไม่จริงจังดวงใดดาวใดเข้ากฏทายได้ก็ทายไปตามตำราเขาว่าไว้ ดาวใดภพใดมันซับซ้อนเงื่อนอ่านไม่ออกก็เฉยเสีย เลือกทายเอาแต่ที่พอรู้เขาเรียก นักเล่นโหราศาสตร์


นายอำเภอชอบใจความคิดของหลวงตาชื้นในการจิดอันดับชั้นนักโหราศาสตร์จึงช่วยถามต่อ...


 “แล้วนักที่ ๓ ล่ะขอรับหลวงตา

หลวงตาชื้นอธิบายต่อคล่องปากคล่องใจไม่ติดขัด “ชั้นที่ ๓ นี้ เขาเรียก นักเลง เป็นขั้นใช้งานได้แล้ว ขั้นนี้เป็นขั้นสำคัญตอนนักเล่นจะเลื่อนชั้นเป็นนักเลงนั้นยากมากและมีน้อย นักเล่น ๑๐ คนจะได้เป็นนักเลงสักคนก็ทั้งยาก ส่วนมากมักจะวนเวียนเป็นนักเล่นโหราศาสตร์ไปตลอดชีวิต บางคนมีความรู้ความสามารถเป็นนักเล่นหนักๆเข้าลดชั้นหวลกลับไปเป็นนักเรียนเสียอีกก็มี บางคนเบื่อหน่ายไม่มีทางก้าวหน้าเลยเลิกเล่นไปเสียก็มาก ขั้นนักเลงนี้เป็นขั้นที่พบว่ากฎเกณฑ์ใดใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไปยึดถือกฎเกณฑ์ที่ถูกทางใช้ได้ไว้พยากรณ์เขาได้ทั้งทางเดิมทางจร คล่องตัวบ้างก็ก้าวไปถึงขั้นอาชีพเป็นหน้าเป็นตามีชื่อเสียง ส่วนจะเป็นนักเลงเล็ก นักเลงใหญ่ นักเลงเก่า นักเลงใหม่ สุดแต่อัจฉริยะและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล


หลวงตาไม่ต้องรอให้ใครซักก็อธิบายต่อไปอีก...


 “นักที่ ๔ นี้เป็นนักสุดยอดแล้ว คือ เป็นนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รอบรู้โหราศาสตร์โดยแตกฉาน ทั้งเจนจบในหลักเกณฑ์และคัมภีร์ทั้งปวง รอบรู้ทั้งภาคพื้นฟ้าอันเกี่ยวแก่การโคจรของดวงดาวทั้งหลาย และภาคพื้นดินคือการพยากรณ์ชีวิตมนุษย์ได้โดยถูกต้องและแม่นยำ แต่โบราณทานแบ่งวิชาโหราศาสตร์ไว้ ๓ ภาค คือ ...

ภาคคำนวณ รู้การคำนวณดาวเดือนบนท้องฟ้าและฤกษ์ยามทั้งปวง 


ภาคพยากรณ์ รู้เหตุอันจะเกิดจะเป็นของชีวิต และให้ฤกษ์ให้ยาม


ภาคพิธีกรรม รู้การบวงสรวงและพิธีกรรม 


...ในกรมโหรสมัยก่อนแบ่งกันเป็นแผนกๆตามภาคพื้นความรู้ พนักงานโหรมักรอบรู้เพียงแต่ละภาคเป็นส่วนใหญ่
 ผู้แตกฉานทั้ง ๓ ภาคมักจะได้ตำแหน่งพระยาโหรา เจ้ากรมโหร”...



...นักโหราศาสตร์ ทั้ง ๔ ระดับเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ละครับ...สวัสดี...

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

เนื่องในวันมาฆะบูชา



...วันนี้เป็นวันมาฆบูชาซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" เพราะเป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงประทานหลักโอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็นหัวใจของพระธรรม แก่พระอรหันตสาวกผู้เป็นเอหิภิกขุทั้ง ๑๒๕๐ องค์ ที่มาประชุมพร้อมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆปุรณมี วันมาฆบูชา ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศานาพุทธเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ๔ ประการ คือพระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง ๑๒๕๐ รูปนั้นได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมายพระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ๖... และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔...

...แต่เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท...ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน ๓ ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรมีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น โดยการประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือมีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ มีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น โดยในช่วงแรกพิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป...จนกาลต่อมาความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร...

...ในปัจจุบันวันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล...

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยวัยรุ่นสาวมักจะเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หลายหน่วยงานจึงพยายามรณรงค์ให้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์) แทน

สำหรับในปีนี้วันมาฆบูชาจะตรงกับ วันจันทร์ที่ ๒๕ ก.พ.๒๕๕๖ ตามปฏิทินสุริยคติ...

...มีภาพรัชกาลที่ ๔ บิดาแห่งโหราศาสตร์ มาฝากให้ทุกคนชมกันด้วยนะครับ...




วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สุดยอดพระคาถาศักดิ์สิทธิ์


                                                                    อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม

การสวดมนต์ภาวนาเป็นนิจศีลนั้น...เป็นสิ่งที่เราชาวพุทธควรต้องปฏิบัติกันอยู่แล้ว...บทสวดมนต์ต่างๆ...
เนื้อหาคำแปลล้วนเป็นสิ่งที่สุดประเสริฐและเป็นมงคลต่อผู้ที่ได้สวดมนต์ต่างๆเหล่านั้น...แต่มีบทสวดอยู่
ชุดหนึ่ง ๓ บทจาก ๕๖ บท...ที่มาจากพระคาถาอิติปิโสรัตนมาลา[พระคาถาอิติปิโสรัตนมาลาถอดมาจาก
พระคาถาอิติปิโสธงชัย]มีความเกี่ยวพันธ์กับเรื่องราวชีวิตมนุษย์เราอย่างยิ่งยวด...เพราะเป็นพระคาถาที่
สามารถปกป้องคุ้มครองเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ...พระคาถา ๓ บทมีดังนี้...

บทที่ ๑

ปิโยเทวะมะนุสสานัง        ปิโยพรหมานะมุตตะโม

ปิโยนาคะสุปํณณานัง       ปิญินทะริยังนะมามิหัง

...คำแปลพระคาถามีดังนี้...

...ภาวนานึกสติตรอง  อย่าทำร้อนใจ  สารพัดเมตตา  อย่าได้อาวรณ์  ครูแต่เก่าก่อนเคยได้ใช้มา

เสกหมากรับประทาน  เป็นที่เสน่หาแก่ชนทั้งหลาย...

...เป็นพระคาถาเมตตา มหานิยม ทำให้ทุกคนรักใคร่เอ็นดู สงสาร เมตตาแก่ผู้ที่สวดพระคาถาบทนี้...

บทที่ ๒

โสกาวิระตะจิตโตโย           โสภะมาโณสะเทวะเก

โสกัปปัตโตปะโมเทนโต     โสภะวัณณังนะมามิหัง

...คำแปลพระคาถามีดังนี้...

...ภาวนาทุกวันตามกำลังวัน  ป้องกันอันตราย  ทุกข์ภัยพิบัติ  สารพัดเหล่าภัย  ศัตรูทั้งหลาย

...แคล้วคลาดห่างไกล...

...เป็นพระคาถาที่คุ้มครองปัองกันภัยได้ทุกเรื่องราวของชีวิตมนุษย์เราบนโลกใบนี้ ต่อผู้ที่สวดมนต์บทนี้.

บทที่ ๓

นุเทติราคะจิตตานิ           นุทาเปติปะรังชะนัง

นุนะอัตถังมะนุสสานัง      นุสาสันตังนะมามิหัง

...คำแปลพระคาถามีดังนี้...

...บทนี้ดีเหลือ  ให้ใช้ในเมื่อ ถึงคราวอับจน  ป้องกันผู้ร้าย  โรคภัยเบียดตน  พินาศปี้ป่น  ไม่ทันรบกวน

...เป็นพระคาถาปัดเป่าโรคภัย  คนคิดร้ายฯลฯโดยตรงไม่ทันได้มาทำร้ายผู้ที่สวดพระคาถาบทนี้...

...เรื่องราวและประสพการณ์ต่างๆจาก...ผู้ที่สวดพระคาถา ๓ บทนี้ได้เล่าสู่มาให้ฟังมีมากมายหลายเรื่อง

...ในโอกาสหน้า...ผมจะเล่าสู่ให้ฟังกันนะครับ...สวัสดีมีโชคชัย..ปราศจากโรคภัย...กันทุกคน...ครับ...