วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

ไปนิพพานแบบโง่ๆ






... ย้อนหลังไปเมื่อ ๓๙ กว่าปีที่แล้ว ราวๆปี พ.ศ. ๒๕๑๙ สมัยนั้น คุณพ่อของผม ...
... พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม ยังดำรงตำแหน่ง จเร ตำรวจอยู่ ... ได้มีพล.ต.ต.สมศักดิ์
ซึ่งเป็นนายแพทย์อยู่ที่ ร.พ.ตำรวจ ในขณะนั้น ได้เล่าเรื่องราวแปลกประหลาดมหัศจรรย์
พันล้นให้คุณพ่อฟังเรื่องหนึ่ง ... เรื่องราวมีดังนี้ ...

... จากปากคำอาสมศักดิ์ ... [ ลูกศิษย์ ล.พ.ฤาษีลิงดำ ]

... มีอยู่วันนึง ผมไปตรวจดูอาการของคนใข้ ปรากฏว่าดูท่าน่าจะไม่รอดพ้นจากความตาย
ภายในอาทิตย์หน้าอย่างแน่นอน ... หน้าตาคนใข้ในตอนนั้นก็หมองคล้ำ ซีดเซียว อิดโรย
เป็นอย่างมาก จึงได้แนะนำให้คนใข้ นึกถึงพระพุทธเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว และให้หารูปพระพุทธเจ้ามาดูไปด้วย พร้อมกับให้ภาวนา พุทโธ ...ซึ่งคนใข้ก็รับปากรับคำเป็นอย่างดี ...

... หลังจากวันนั้นผ่านไปได้ประมาณ ๖ - ๗ วัน พยาบาลก็มาแจ้งผมว่าคนใข้คนนั้นได้เสีย
ชีวิตลงแล้ว ... ผมจึงรีบเดินไปดูอย่างรวดเร็ว พอไปถึงที่เกิดเหตุ ก็เห็นคนใข้นอนสิ้นชีวิต
ด้วยอาการสงบ แต่ที่ผมเห็นว่าผิดปกติ ก็คือ ใบหน้าของคนใข้กับอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล ...
เปล่งปลั่งอย่างเหลือเชื่อ ผิดกับวันที่เห็นในคราวก่อนราวกับ หลังมือเป็นหน้ามือ
 ยังไงอย่างงั้น ...

... ผมก็ได้แต่เก็บอาการ ... สงสัยและประหลาดใจเอาไว้ภายใน...มิได้บอกกล่าวต่อผู้ใด...






... มีอยู่วันหนึ่งได้ไปกราบนมัสการ ล.พ.ฤาษีลิงดำที่บ้านเจ้ากรมเสริม ... พอมีโอกาสก็ได้
ถาม ล.พ.ถึงเรื่องราวของคนใข้ดังกล่าว... ล.พ.ฤาษี รับฟังเสร็จก็หลับตาลงไปชั่วอึดใจ ...
พอลืมตาขึ้นมาก็หัวเราะในลำคอและกล่าวขึ้นมาว่า " มันไปนิพพานแบบโง่ ๆ นะ " ...
... อาสมศักดิ์สงสัยจึงถามขึ้นมาว่า " เรื่องราวเป็นยังไงกันครับ " ...
หลวงพ่อก็ตอบมาว่า " เมื่อกี้ตามไปดู ปรากฏว่าเห็นคนใข้นั่งกราบอยู่ต่อหน้าพระพักตร์
องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ...แสดงว่าช่วงเวลาภายใน ๗-๘ วันก่อนสิ้นชีวิต เฝ้าดูแต่รูป
พระพุทธองค์และภาวนา พุทโธ ถึงพระองค์ตลอดเวลา จึงทำให้จิตมีพลังขับดันนำพาให้
มาพบกับพระพุทธองค์ ได้ในที่สุด ..."


... เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ว่า...จิตประหวัดก่อนที่จะสิ้นชีวิตมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ...
คิดแต่เรื่องดีๆ ก็จะนำพาไปสู่ภพที่ดีได้ ... หากคิดแต่เรื่องชั่วๆ ย่อมจะนำพาไปสู่ภพที่...
ต่ำต้อยติดธุลีได้ ...







... ส่วนตัวผมได้พบกับ ล.พ.ฤาษีทั้งหมด ๓ ครั้ง ...ด้วยกัน ...

...เรื่องราวที่ได้กราบนมัสการ ล.พ.ฤาษี ครั้งที่ ๑ มีดังนี้ ...


... ตอนนั้นเป็นพ.ศ.อะไรนั้นไม่ทราบแน่ชัด [ ลืมนะซี...ก็ปีนี้ ๖๒ เข้าไปแล้ว ] น่าจะไม่น้อย
กว่า ๓๐ ปีขึ้นไป  ผมเล่นดนตรีอยู่ที่เชียงใหม่ ได้พาพรรคพวกไปกราบนมัสการ ล.พ.ฤาษี ฯ
ซึ่งได้มาจำวัดอยู่ที่บ้านเจ้ากรมเสริมฯ ...ในวันนั้นผู้คนมากมาย ล.พ.ตอนนั้นยังผอม สูงโปร่งอยู่ ท่านนั่งอยู่องค์เดียวที่สนามหญ้าหน้าบ้านเจ้ากรมเสริมฯ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบ ...
แต่พอดีเพื่อนผมชื่อเบิ้ม [ มือกลอง ] มีลูกชายชื่อ...เติ้ล...อยากให้ ล.พ.เป่าหัวให้ลูกชาย ...
จึงรบเร้าผมว่า " ทำยังไงดี? ละ...เอ็กซ์..." ผมทนเพื่อนเซ้าซี้ไม่ได้ก็เลยบอกเบิ้มว่า ...
" เอาเจ้าเติ้ลมานี่ี...เดี๋ยวจัดการเอง ..." พอคว้าตัวเจ้าเติ้ลได้ก็จูงตรงรี่เข้าไปหาล.พ.ฤาษีฯ 
ในทันที...


... ในใจ ณ.ขณะนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะพูดกับท่านยังไงดี เพราะพึ่งจะได้มาพบปะ นมัสการท่าน 
ก็เป็นวันนี้นะแหละ...กำลังจูงเจ้าเติ้ลไปเพลินๆ แป๊บเดียวเกือบถึงตัว ล.พ.อยู่แล้ว ห่างอยู่ราว
วาเศษๆ ... หลวงพ่อก็ตะโกนออกมาว่า " อ้าว ! มาทำอะไรกัน ... " 
... ผมยิ้มหวานทำใจดีสู้หลวงพ่อกล่าวว่า " เจ้าตัวเล็กนี่อยากให้ ล.พ.ลงกระหม่อมให้หน่อย
ครับ " ล.พ.เค้นเสียงกล่าวว่า " อุบ๊ะ ... เจ้านี่ มันตื๊อจริงเว่ย " 
...ผมตอบไปอีกว่า " หลวงพ่อช่วยสงเคราะห์ให้ด้วยครับ " พูดไปก็เคลื่อนตัวเข้าไปหา ล.พ.
จนเกือบถึงตัวองค์ท่าน ... ล.พ.บ่นพึมพัมว่า " จนได้นะนี่ " ...


... ผมส่งตัว [ ที่แท้ดันตัวต่างหาก ] เจ้าเติ้ลจนถึงหน้าตักท่านจนได้...ท่านก็เมตตา เป่า ...
กระหม่อมให้เจ้าเติ้ล จนได้ในที่สุด ...เป็นที่ปลาบปลื้มของเจ้าเบิ้มพ่อของมันเป็นยิ่งนัก ...
...แต่ผลที่ตามมาก็คือ บรรดาญาติโยมที่ีมาในงานเมื่อเห็นคณะของผมเข้าไปหา ล.พ.ได้
จึงพากันแห่เข้ามากันเนืองแน่นไปหมด ...

... หลวงพ่อจึงพูดขึ้นมาว่า ...

" เจ้าตัวดี...เป็นยังไงเป็นตัวนำพามาดีนัก ..." 

... ผมตอบว่า " งั้นผมขอรางวัลจากหลวงพ่อ...ครับ " 

...หลวงพ่อพยักหน้าและกวักมือให้เข้าไปหาท่าน ...ผมรีบเข้าไปกราบถึงตัวท่าน ...ท่านพูดว่า

" ต้องให้รางวัลหนักๆหน่อย " พลางคว้าดินสอที่อยู่ใกล้มือท่านเขกหัวผมมาโป๊กใหญ่ แล้ว

ถามผมว่า " เจ็บไหม? ...เอาอีกไหม ?..." ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกล่าวตอบท่านไปว่า ...

" ไม่เจ็บครับ...หลวงพ่อเคาะหัวผมตามสบายเลยครับ ..."

... ท่านเขกลงไปทั้งหมดนับได้ ๕ ครั้ง แล้วหยุุด ...ถามผมอีกว่า " เอาอีกไหม? " 

ผมตอบว่า " แล้วแต่หลวงพ่อพอใจครับ " ท่านเขกต่อมาอีก ๓ ครั้งแล้วก็หยุด ...

แล้วท่านก็พูดมาว่า " เอาพอดีแล้ว " 


... ตกลงวันนั้นเท่ากับว่าผมเป็นคนนำพาญาติโยมทั้งหลายเข้าไปหาท่านจนได้ ...
หลังจากวันนั้นมาไม่กี่วันก็ถึงวันหวยออก เลขที่ออก ๒ ตัวก็คือ ๕๓ ...
...เท่ากับที่ ล.พ.ฤาษีเขกหัวผมพอดี ...แต่ประทานโทษ ไม่ได้ซื้อหรอกครับ [ไม่เคยซื้อ ]
...วันนั้นผมไปกันทั้งหมด ๕ คน ผู้ชาย ๓ คน ... เข้าเค้าอีกละ ...

... จบเหตุการณ์ได้กราบนมัสการ  ล.พ.ฤาษี ครั้งที่ ๑ ...






... เรื่องราวที่ได้กราบนมัสการ ล.พ.ฤาษี ครั้งที่ ๒ มีดังนี้ ...

... ในกาลเวลาต่อมาจากคราวที่แล้ว ผมก็ได้มีโอกาสไปนมัสการ ล.พ.ฤาษี กับ คุณพ่อ
ที่บ้านเจ้ากรมเสริม ซอยสายลม ...ในวันนั้นญาติโยม คับคั่ง เพราะเป็นวันที่ ล.พ.ออกจาก
" สมาบัติ " ... พอถึงคิวของผม [ ต่อจากคุณพ่อ ] ผมได้เห็นใบหน้าที่ผุดผ่องของท่าน...
แต่ที่น่าสังเกตุก็คือ ดวงตาของท่านจะเป็นสีแดงสด...ท่านยิ้มให้ผมและกล่าวคำว่า...
" เจริญพร " ในขณะนั้นผมรู้สึกปิติและตื้นตันใจเป็นยิ่งนัก ... กล่าวคำว่า " สาธุ " ออกมา
เบาๆ ได้ยินคนเดียว ...

... พอออกจากห้องนั้นมาก็เดินออกมาทางด้านนอกของตัวบ้าน [ วันนั้นคนเยอะมาก ]
พอดีเห็นกล้องวงจรที่ติดอยู่ ...เกิดแว๊บขึ้นมาว่า ... เราจะกลับแล้วลองกราบลาท่านตรงทีวี
วงจรนี้ท่านจะเห็นเรามั๊ยหนอ ? ... ว่าแล้วก็ยกมือไหว้ที่หน้าทีวีวงจรนั่นเลยละ...ทันใดนั้น
ในภาพที่ผมเห็นก็คือ ท่านหันหน้ามามองกล้องวงจร ...ยกมือขึ้นและกล่าวว่า ...
 " เจริญพรโยม "แล้วท่านก็หันหน้ากลับไปทางเดิม ให้พรญาติโยมต่อไป ...
... ในนาทีนั้นคำว่า " เจโตปริยญาณ " ก็ผุดขึ้นมาในสมองผมในทันที ...


... จบเหตุการณ์ได้กราบนมัสการ  ล.พ.ฤาษี ครั้งที่ ๒ ...









... เรื่องราวที่ได้กราบนมัสการ ล.พ.ฤาษี ครั้งที่ ๓ มีดังนี้ ...

... ในกาลเวลาต่อมา ก่อน ล.พ.ฤาษี มรณภาพ ๒ เดือน คุณอา สิทธา เชตวัน ...
[ ในตอนนั้นคุณอายังไม่ได้บวช ] ได้ชวนผมไปเที่ยวที่วัดป่าท่าซุง ฯ เพื่อนมัสการ ล.พ.
ฤาษี ... เมื่อไปถึงก็พบเห็นท่านเจ็บที่ข้อเท้า เพราะบวมมาก และร่างกายท่านตอนนั้นก็
อ้วนขึ้นมาก...เวลาท่านเดินเหินจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ...ในวันนั้นผมขออนุญาตท่านถ่ายรูป
ซึ่งท่านก็อนุญาต ผมจึงได้ถ่ายรูปท่านด้วยตนเอง ๒ รูป [ หายังไม่เจอเลยจ้า ... ] หลังจาก
นั้นก็นั่งคุยกับท่านอยู่พักใหญ่ มีอยู่ตอนนึง... ผมถามท่านว่า ...

 " ต่อไปในอนาคต ผมจะบรรลุสู่ ... อริยบุคคล ขั้นไหนครับ ล.พ. " 
ท่านมองหน้าผมแล้วกล่าวว่า " อย่างน้อยก็สกิทาคามีละว่ะ ! "


... พอผมได้ฟังท่านกล่าวอย่างนั้น ให้รู้สึกปลื้มเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังวิจิกิจฉา [ สงสัย ]
คิดในใจว่า... ระดับพระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อ เจอข้อที่ ๑ สักกายทิฏฐิ ยังมึนเลย
นี่ถ้าเราได้ระดับ สกิทาคามี ต้องละสังโยชน์ ๕ ข้อ ไม่ยิ่งหนักข้อ เข้าไปอีกรึนี่ ? ...
แต่คิดไปคิดมา ต้องพยายามเชื่อ ล.พ.ไว้ก่อน จะเป็นต่อกว่า ...พอคิดได้เช่นนั้นจิตใจก็
พลอยสงบลงไปได้อย่างรวดเร็ว ...และนิ่มนวลลง ในที่สุด ...


... จบเหตุการณ์ได้กราบนมัสการ  ล.พ.ฤาษี ครั้งที่ ๓ ...



... ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ...





... สวัสดีครับ ...








วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เส้นทางมังกร








... เส้นทาง ... มังกร ...พลังอันลึกลับอันมหาศาล ...


... ปรัชญาจีนถือว่า ... มังกรทำหน้าที่ ..." เชื่อมความสัมพันธ์ " ระหว่างโลกกับท้องฟ้า ...
นอกจากนั้นยังถือว่าเป็นสัตว์ที่มี " สัญญลักษณ์ที่ทรงอำนาจ " 


... มีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า เส้นทางมังกรนี้มีความสำคัญกับแนวกระแสของแม่เหล็กโลกอีกด้วย
... ตามความเชื่อของชาวจีนว่า เส้นทางมังกรนี้ก็คือ เส้นทางผ่านของ " พลังชี่ " ที่มีผล
ต่อมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทั้งในแง่บวกและลบ ... พลังซี่นั้นถือว่าเป็นพลังรวมระหว่าง ...
พลังหยิน และพลังหยาง ...
... และ " พลังชี่ " นี้ชาวจีนถือว่าเป็นการหายใจเข้าออกของมังกร ...


... มีความเชื่อกันอยู่ว่า ความขัดแย้ง หรือการต่อต้านอำนาจทางธรรมชาติ ในเขตใด ...
ตอนใด ... มักจะมีผลร้ายต่อคนที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณนั้น อย่างชนิดหลีกเลี่ยงไม่พ้น
... เส้นทางมังกรนั้น อาจจะกล่าวได้อีกว่า ... เป็นเส้นทางที่บ่งบอกแนวกระแสของพลังชี่
ที่ไหลวนเวียนอยู่ภายในพื้นดิน ...พลังชี่บางชนิดก็ไหลวนเวียนอยู่ในบรรยากาศชั้น ...
ต่างๆ อีกด้วย ...


... และเชื่อกันว่า หากมนุษย์เราปรับพลังชี่ภายในร่างกายของตนให้เหมาะกับพลังชี่
ตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างเหมาะสมแล้ว ... ก็เท่ากับว่าเป็นการสร้าง ...
ความสัมพันธ์ กับความเป็นไปของจักรวาล และธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ...และสิ่งดัง
กล่าวนี้เอง เป็นผลต่อชีวิตและชาตากรรมของคนเรา ตามทฤษฎีส่วนหนึ่งของ ...
" ศาสตร์ฮวงจุ้ย " ได้เคยกล่าวไว้ ...


... ความเชื่อถือในเรื่องนี้มิใช่ว่าจะมีแต่เพียงชาวจีนโบราณเท่านั้น ... แม้แต่ในประเทศ
อังกฤษ  ฝรั่งเศษ  และประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ ก็มักจะมีความเชื่อถือในเรื่องพลัง
ลึกลับของโลกนี้ เพื่อใช้เป็นที่ก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ...


... ทำเลของสถานที่เหล่านี้ เช่นแนวหินตั้ง... เนินต่อ ... เนินหินต่างๆ ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่ง
สะสมพลังลับ ...แนวของเส้นทางระหว่างสถานที่ดังกล่าวถือว่าเป็น " แนวพลังลี " ...
[ Ley Line] ซึีงเป็นทางที่นำพลังไปตามที่ต่างๆ ... ซึ่งพลังลึกลับดังกล่าวนี้มีลักษณะ
คล้ายกับเส้นทางมังกร นั่นเอง ... เช่นแนวเส้นทางจากตอนใต้ของอังกฤษ เริ่มจากทาง
ด้านตะวันตก บริเวณเนินเขา " เซ็นต์ไมเคิล " ไปจนสิ้นสุดฝั่งภาคตะวันออก ทางบริเวณ
ตอนเหนือย่าน โลเวสท์ซอฟท์ ...






... ในแนวเส้นทางเหล่านี้ ได้มีผู้พบหลักฐานเกี่ยวพันกับตำนานมังกรอย่างมากมาย ...
เช่นจะมีภาพเรื่องราวจากภาพแกะสลักในโบสถ์หลายแห่ง ...โดยจะเป็นภาพการล่ามังกร
หรือภาพการต่อสู้กับมังกรเป็นต้น ...
... ได้มีนักค้นคว้าบางกลุ่มได้ตั้งข้อสงสัยว่า บางทีมังกรอาจจะเป็นสัตว์ประหลาดที่มาจาก
โลกอื่นก็เป็นได้ ...


... จากหลักฐานที่มีผู้เห็นจานบินในประเทศต่างๆ ปรากฏว่า สถานที่พบจานบินนั้น มักจะ
อยู่ในแนวเส้นทางของ " พลังชี่ " ... หรือเส้นทางมังกรแทบทั้งสิ้น ... เพราะในเส้นทาง
มังกรดังที่ได้กล่าวมาแล้วในประเทศอังกฤษนั้น มักจะมีอนุสาวรีย์หินขนาดใหญ่วางเรียง
ราย เป็นรูปวงกลมก็มี ...หรือบริเวณสถานที่บางแห่งได้มีก้อนหินวางเรียงรายเป็นเส้นตรง
ต่อกันเป็นระยะยาว ...


... ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นสัญญลักษณ์ ติดต่อกับจานบิน หรือมนุษย์ต่างดาวก็เป็น
ได้ ...โดยเฉพาะแนวหินที่วางเหยียดยาวอาจเป็น สัญญลักษณ์แทนมังกรก็เป็นได้ ...
... เป็นที่สังเกตุได้ว่า ตำนานหรือนิทานเกี่ยวกับมังกร แทบทุกเรื่อง ... มักจะเกิดขึ้นในช่วง
เวลาใีาแนวโฑคจรของดาวพระศุกร์ได้โคจรเข้ามาใกล้โลก ...ซึ่งมักจะเป็นผลเลวร้ายต่อ
ชีวิต และต่อชตากรรมของมนุษย์บนโลก ...


... ได้มีตำนานชาวพื้นเมืองจากชาวแอชเต็ด ... อัสสิเรียน ... และชาวบาบิโลเนียนได้กล่าว
ถึงพระศุกร์ไว้ว่า ...
" เป็นงูยักษ์มีขน หรือเป็นมังกรยักษ์ที่ดุร้ายที่เกือบทำลายโลกด้วยการพ่นไฟ สะบัดหาง
กับลำตัว ...จนทำให้น้ำทะเลและมหาสมุทรปั่นป่วน ...ไหลบ่าเข้าท่วมแผ่นดิน ...เป็นที่มา
ของไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกอีกวาระหนึ่ง " 


... " พ้นโลก ฉบับ ๒ ... 4 พ.ค. 34 ...จากบันทึกของ พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม " ...







...แถมทิ้งท้ายเกี่ยวกับพลังชี่ ...



... พลังชี่ ...

... พลังชี่ คือ พลังชีวิตในร่างกายและจิตวิญญาณของมนุษย์ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเป็น
พลังบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนผ่านอวัยวะภายในร่างกาย ประกอบด้วยอวัยวะตัน และอวัยวะกลวง  อวัยวะตัน ได้แก่ หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต ส่วนอวัยวะกลวง ได้แก่ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ  ระบบความร้อนของร่างกาย การเคลื่อนไหวของพลังชี่ของอวัยวะภายในมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเวลา  การไหลเวียนของพลังชี่ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทั้งหมด 12 อวัยวะ รวม 24 ชั่วโมงต่อวัน เรียกว่า “นาฬิกาชีวิต” นอกจากนี้ยังมีพลังงานที่มาจากภายนอกแล้วซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยผ่านเซลล์ประสาท ข้างในเซลล์ประสาทมีโพรงตรงกลางมีประจุไฟฟ้าบวก รอบนอกมีประจุไฟฟ้าลบ ซึ่งประจุไฟฟ้าลบจะมีหน้าที่ไล่จับอนุมูลอิสระ ต่อต้านเชื้อโรค ถ้ามีประจุไฟฟ้ามาก ร่างกายก็แข็งแรง ...


... ชาวจีนโบราณเชื่อว่า การมีสุขภาพดี อยู่อย่างเจริญรุ่งเรืองได้นั้น พลังชี่คนต้องสอดประสานอย่างกลมกลืนกับพลังชี่ดินและฟ้า ซึ่งพลังชี่ดินและฟ้าเป็นพลังงานซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติ และมีผลต่อผู้ที่เข้าไปผูกพัน ...


...  การได้รับพลังชี่แบบใดนั้น ย่อมมีอิทธิพลอย่างมากต่อมนุษยชาติ ทั้งในด้านการกำเนิด เพิ่มพูน ปะทะ ทำลาย หรือบั่นทอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการผสมกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา กับความศรัทธาและความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเทพและพิธีกรรม รวมทั้งสิ่งที่เป็นมงคลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในเรื่องจิตวิญญาณที่สัมผัสจับต้องไม่ได้ หรือชั่งตวงวัดไม่ได้ ...


... พลังชี่เป็นพื้นฐานการทำงานของฮวงจุ้ย เรียกได้หลายอย่าง เช่น พลังชีวิต ชี่กง ชิ ปราณชีวิต ลมปราณ นที กุณฑลินี ลมหายใจจักรวาล รังสีคอสมิก (Cosmic force, Vitality force, Universal Force) เป็นต้น ซึ่งมี 2 แบบ ได้แก่ พลังชี่ดี (Positive force) คนจีนเรียก Sheng Chi และพลังชี่เสีย (Negative force) คนจีนเรียกว่า Sha Chi ...


... การเคลื่อนไหวของพลังชี่ มีความสำคัญมากต่อร่างกายมนุษย์ บ้าน ที่ทำงาน ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม  ถ้าพลังชี่ดีก็จะมีสุขภาพดี มีความสุข สามัคคี มั่งคั่ง มีเกียรติยศ บารมี  แต่ถ้ารับพลังชี่ไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดความไม่ปกติแก่ร่างกายและจิตใจ พบแต่สุขภาพไม่ดี การเงิน การงานไม่ดี ขัดแย้ง มีแต่ปัญหา ...


... ดังนั้น การเคลื่อนไหวของพลังชี่ จึงกำเนิดเป็นสูตรสำเร็จ ในการตั้งถิ่นฐาน กำหนดลักษณะสถาปัตยกรรม การใช้สอยภายในอาคาร การออกแบบภูมิสถาปัตย์ และสภาพแวดล้อม รวมถึงการควบคุมการใช้พลังงานอย่างประหยัด โดยอาศัยแสงอาทิตย์ อุณหภูมิ ความชื้น และทิศทางลม มาเป็นปัจจัยในการกำหนด ควบคุมสภาวะของการดำรงชีวิต ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ให้อยู่อย่างรุ่งเรือง สุขสบาย และยั่งยืน ...
... รวมสรุปได้ว่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ก็คือพลังจากหยิน และหยางนั่นเอง ...



... สวัสดีครับ ...












วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

... สืบเนื่องมาจากวันพ่อ ...








"วันพ่อ ๕ ธันวามหาราช" นี้ ขอโอกาสนำเรื่องราวของพระบรมศาสดา “พ่อผู้ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ” มานำเสนอเรื่องความกตัญญูกตเวที เป็นแบบอย่างให้ชาวพุทธเรากันครับ ...


สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาตรัสว่า ...

“ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษแล ย่อมเป็นคนกตัญญูกตเวที ความเป็นผู้กตัญญูกตเวทีนี้ สัตบุรุษทั้งหลายบัญญัติขึ้นไว้ ความเป็นผู้กตัญญูกตเวทีนี้เป็นภูมิของสัตบุรุษล้วน สัตบุรุษ คือ บุรุษผู้สูงสุด เป็นคนดีที่โลกต้องการ ได้แก่ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล และความประพฤติมีวาจาสัจ มีหิริในใจ เปรียบเหมือนแท่งทองบริสุทธิ์” ...



เสด็จโปรดพระพุทธบิดา ...



ในกาลสมัยพุทธพรรษาที่ ๔ แห่งการตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูผู้รู้แจ้งโลกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพรรษานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ครั้นหลังออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ซึ่งประทับอยู่ที่กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระประชวรหนัก ...

พระพุทธองค์ทรงอาศัยที่ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาธรรม จึงเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดา พร้อมด้วยพระอานนท์ ,พระนันทเถระ ,พระราหุลและพระสาวกเป็นอันมาก ทรงบำเพ็ญ ปิตุปัฏฐานธรรม ถวายการพยาบาลตามพุทธวิสัย ขณะนั้นพระเจ้าสุทโธทนะได้รับการบีบคั้นจากอาพาธกล้า เกิดทุกขเวทนายิ่งนัก มีพระอาการทุรนทุรายหมดสติ ...

พระผู้มีพระภาค ทรงยกพระหัตถ์ ตั้งพระอธิษฐานจิต บำบัดโรคาพาธ แล้วทรงลูบลงตรงพระเศียรของพระเจ้าสุทโธทนะ ขณะนั้นอาพาธกล้าก็ทุเลาลงด้วยพระบารมี พระนันทเถระเจ้า ยกพระหัตถ์ ลูบที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้าสุทโธทนะ อาพาธกล้าข้างขวาก็ทุเลาลง พระอานนท์เถระ ยกพระหัตถ์ลูบพระหัตถ์ที่เบื้องซ้ายของพระเจ้าสุทโธทนะ อาพาธกล้าซีกซ้ายก็เพลาลง พระราหุลทรงยกพระหัตถ์ลูบที่พระปฤษฎางค์ อาพาธกล้าที่พระวรกายก็เบาลง พระเจ้าสุทโธทนะทรงสำราญพระกาย คลายทุกขเวทนาอันสาหัส ทรงลุกขึ้นประทับนั่ง ถวายบังคมพระศาสดาด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่เสด็จมาอนุเคราะห์ ...

พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา “อนิจจตาทิธรรมสูตร” ว่าด้วยสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา โปรดพระพุทธบิดาให้ได้บรรลุพระอรหัตผล จากนั้นพระเจ้าสุทโธทนะทรงพิจารณาเห็นพระชนมายุของพระองค์ใกล้ถึงกาลอวสานสิ้นสุดภพชาติลงเพียงเท่านี้หาได้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฏวนนี้อีก พระองค์จึงทูลลาพระบรมศาสดาเสด็จนิพพาน และ ลาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งสิ้นแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะก็เสด็จนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน ...

หลังจากนั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับที่นิโครธารามเพื่อจัดการพระศพของพระพุทธบิดา ทรงโปรดให้พระมหากัสสปเถระเจ้าพิจารณาสถานที่ และดำเนินการสร้างจิตกาธาน ให้พระสารีบุตรเถระรับภาระในเรื่องน้ำสรงพระศพ เมื่อจิตกาธานเสร็จแล้ว พระพุทธองค์ทรงประคองพระเศียรพระพุทธบิดา แล้วหลั่งน้ำสรงพระเศียร พลางตรัสกับพระสารีบุตรว่า “บุคคลใดมีจิตปรารถนาพระโพธิญาณ จงอุตสาหะอภิบาลบำรุงบิดามารดา ประพฤติกุศลสุจริตธรรม จักสมปรารถนาทุกประการ” ...

พระบรมศาสดาทรงเป็นประธานในการจุดเพลิงถวายพระบรมศพ พระมหาปชาบดีโคตมี พร้อมทั้งบรรดาพระประยูรญาติทั้ง๖นคร เข้าเฝ้าถวายพระเพลิงตามลำดับ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม “อนิจจตาทิธรรมสูตร”ซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อระงับความเศร้าโศกแห่งมหาชน มีผู้บรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก ...

พระประยูรญาติทั้งหลายบำเพ็ญทักษิณานุปทาน อุทิศถวายด้วยความกตัญญู พระพุทธองค์ทรงตรัสอนุโมทนา แล้วเสด็จกลับยังนิโครธาราม 

“ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมากคือแก่ บิดามารดา แก่ บุตร ภริยา ทาส กรรมกร คนรับใช้ มิตร สหาย สมณพราหมณ์ เปรียบเหมือนฝนห่าใหญ่ ยังข้าวกล้าทั้งปวงให้งอกงาม ชื่อว่าย่อมมีมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก คือแก่ บิดามารดา เป็นต้น ฉันนั้นเหมือนกัน”

ภาพประกอบวาดโดย เอ ท่องถิ่นธรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ ...

อ่านชีวประวัติปฏิปทาพระสาวก พระสาวิกาสมัยพุทธกาล ได้ที่ลิงค์ ...
https://www.facebook.com/thindham/media_set?set=a.592972097420002.1073741872.100001216522700&type=3


วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นิทานโหราศาสตร์






 ... คัดลอกจากหนังสือ ...สมพงศ์และฤกษ์ ...ของ อ.จำรัส ศิริ ...


... นิทาน ...ลูกศิษย์คิดฆ่าอาจารย์เข้าใจว่ารักไม่เหมือนกัน ...


... เรื่องนี้ผมรับฟังจากอาจารย์ผมท่านเล่าให้ฟัง เรื่องเคล็ดลับ คิดว่าเรายกหัวข้อเขียนกันเบาๆ
สมองก่อนที่จะไปถึงเรื่องหนักสมอง  ถ้าไม่ชอบก็เปิดข้ามไปเถิด แต่คิดว่าอาจให้ข้อคิดแก่ท่าน
ได้ ไม่มากก็น้อย  เรื่องมีว่า ...

...ศิษย์ สองคนเรียนหมอดูมาจากสำนักเดียวกัน  ผมขอสมมุติเพิ่มขึ้นว่า คือคนหนึ่งชื่อหยาบ ...
อีกคนหนึ่งชื่อละเอียด [ ชื่อนี้เดิมไม่มีผมทำขึ้น ] เรียนตำราหมอดูจากอาจารย์จบเสมอกัน ... 
ในท้องคำภีร์ปรากฏว่าคนทั้งสองอยู่ภูมิลำเนาใกล้เคียงกัน ก็ลาอาจารย์กลับบ้านพร้อมๆกันทั้ง
สองคน เดินไปในทางเดียวกัน เมื่อเดินมาตามทางก็มาพบเอารอยปัสสวะของผู้หนึ่ง จึงทดลอง
การพยากรณ์กันขึ้นมา นายหยาบเป็นคนทำนายก่อนว่า " นี่มันลักษณะของผู้หญิงเยี่ยวไว้นี่หว่า "
นายละเอียดรับว่า " เออใช่เยี่ยวผู้หญิงแต่ว่าผู้หญิงมีท้อง " 

...เดินต่อไปก็พบหญิงมีท้องเดินออกหน้าไปไถ่ถามว่า เธอเยี่ยวไว้หรือ ก็ยอมรับว่าเยี่ยวไว้จริง ...
เดินต่อมาพบรอยเท้าช้างเดินไปข้างหน้า ก็เกิดการพยากรณ์กันขึ้นมา ...

...นายหยาบ ว่า " รอยช้างตัวผู้ไม่ใช่ตัวเมีย " 

...นายละเอียด ต่อให้หลังจากพิจารณาแล้ว " ใช่ตัวผู้งามันหักอยู่ข้างหนึ่ง "



...ครั้นเดินต่อไป ก็พบช้างตามลักษณะที่พยากรณ์กัน และถูกต้องที่นายละเอียดว่างาหักข้างหนึ่ง
จริงๆ  อันนี้นายหยาบเกิดความครุ่นคิดว่า เอ อาจารย์เราจะรักเราไม่เท่ากันเสียแล้ว ทีเจ้าละเอียด
ให้เคล็ดทำนายได้ถูกต้องดีกว่าเรา ส่วนเราท่านไม่ให้เคล็ดลับเลย กลับถึงบ้านก็คิดแต่เรื่องอาจารย์
ลำเอียงอยู่เรื่อยไม่เป็นอันกินอันนอน เพราะว่านายละเอียดมีคนนิยมมากกว่า ทำนายได้ดีและถูก
มาก ละเอียดดีกว่า นายหยาบก็คิดจะเป็นเล่นงานอาจารย์ ...

...ฝ่ายอาจารย์เกิดล่วงรู้ถึงความคิดของศิษย์ เพื่อให้ความเข้าใจให้ถูกจึงเรียกศิษย์ทั้งสองไปหา 
บอกว่า ...อาจารย์ยังมีตำราอีกตำราหนึ่งเหนือกว่าที่เจ้าทั้งสองเรียนรู้ไปจะให้แก่เจ้าทั้งสอง ...
แต่ต้องมีพิธีการเป็นเคล็ดก่อนสอน ให้เจ้าทั้งสองเอาหม้อใหม่ๆ ใส่น้ำผึ้งมาให้เราพรุ่งนี้ ให้น้ำผึ้ง
เสมอฝาครอบพอดีอย่าให้พร่องได้ ใครพร่องไม่ได้เรียนตำรานี้ ...


...ทั้งสองก็ไปเตรียมตัวหาหม้อดินใหม่ๆ จากตลาด ...นายละเอียดมีไหวพริบมาคิดดูว่า ...การสั่ง
ของอาจารย์แบบนี้อาจมีนัย ว่าอย่าให้พร่อง ก็ถ้าเราเอาน้ำผึ้งใส่หม้อดินกำลังแห้ง หม้อดินก็จะดูด
น้ำพร่องได้ เราก็จะไม่ได้วิชาที่อาจารย์จะให้ ควรเอาหม้อดินไปแช่น้ำให้อิ่มตัวเสียก่อนแล้วจึงใส่
น้ำผึ้ง แล้วหม้อดินก็จะไม่ดูดน้ำ ...


...พอรุ่งขึ้นคนทั้งสองก็นำของที่อาจารย์สั่งไปให้อาจารย์ เมื่อท่านอาจารย์เปิดฝาหม้อดินดู ...
ก็เรียกนายหยาบมาดูว่า ...ของเจ้าพร่องตั้งเยอะ และของนายละเอียดไม่พร่อง ทำอย่างไร ...
นายหยาบบอกว่า ...พอหาหม้อดินได้แล้วก็เอาน้ำผึ้งใส่ส่วนนายละเอียดก็เล่าถึงความคิดของ
ตนดังที่กล่าวมาแล้ว อาจารย์จึงชี้ให้นายหยาบฟังว่า ... อาจารย์ไม่มีเคล็ดลับให้นายละเอียด
ดอก แต่ความซึ้งหรือไม่ซึ้งนั้นมันอยู่ที่ความละเอียดรอบคอบเฉพาะตัว  ขอได้อย่าเข้าใจผิด
ที่อาจารย์เรียกมาคราวนี้ไม่มีอะไร วิชาที่สอนก็สอนให้เสมอกันทุกคน แต่การทำได้ดีกว่านั้น
มันอยู่ที่บุคคลจะต้องใช้ความรอบคอบ ทุกแง่ทุกมุมมาพิจารณา ก็จะเป็นผลดีได้ ...นายหยาบ
เริ่มรู้สึกตัวทันที ...


...นี่แหละครับอ่านแล้วลองนึกดู ถึงเรื่องเคล็ดลับด้วยว่ามีหรือเปล่า การกระทำบางคนทำเก่ง
กว่าผมที่เขียนตำราก็มีมาก  เพราะความรอบคอบต่อหลัก  การเรียนรู้ในเหตุของธรรมชาติ ...
กว้างขวางเหล่านี้  นักพยากรณ์ต้องเรียนรู้เพื่อประกอบการพิจารณา บางรายดูดวงชาตา ...
ว่าเขาจะได้เลื่อนชั้นเงินเดือนจากชั้นโทเป็นชั้นเอก  แต่ถูกขัดคอทันทีว่า ...ผมจะได้เลื่อน
อย่างไร  ชั้นวิ่งผมอีกตั้ง ๕ ชั้นถึงเต็มอัตรา  อย่างนี้ท่านเห็นไหม  เกิดห้าแต้มออกมา ...
แบบเป็นไปไม่ได้ทันที  ฉะนั้นการละเอียดรอบรู้ในวิธีทางธรรมชาติตามหลักของระเบียบ ...
วินัย  การศาล  การแต่งตั้ง  จิปาถะ นักพยากรณ์ที่เก่งจะต้องเรียนรู้ ไม่ใช่ว่าตำราว่าอย่างนี้
จะเถรตรงออกไปก็ใช่ที่ ก็เมื่อสมัยนี้เขาไม่มีการให้ตำแหน่งพระยากันแล้ว เถรตรงว่าจะได้
เป็นพระยา  ผลก็ถูกเขาหัวเราะเยาะเท่านั้นเอง หรือไปทางสิงคโปร์ มาเลเซีย เห็นเจ้าชาตา
เข้าท่า ว่าจะได้เป็นถึงพระยา เราบอกเขาไปมันก็ไม่เข้า ถ้าจะปรับคำพูดว่า ...จะเป็นผู้จัดการ
ใหญ่  หรือนายห้างนายหอก็พอมีทางไป  อย่างเมืองไทยสมัยนี้ทายพระยาก็ไม่ได้  ต้องอ่าน
เป็นข้าราชการขั้นพิเศษไป  ที่เขียนนี้ท่านได้อะไรบ้าง  อาจมีอคติบางประการไม่เสียหลาย
ที่จะฟังเล่นเพลินแล้วมาหนักสมองกันต่อไป ...





...สวัสดี [ แทนท่าน อ.จำรัส ศิริ ] ครับ ...





... อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม ...








วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผลแห่งกรรมดีและผลแห่งกรรมชั่ว


...ในบทความนี้จะขอแยะแยก การกระทำ ฝ่ายบุญ และ ฝ่ายบาป ออกมาเป็นผลกรรมทั้ง

 ... ๒ ฝ่ายได้ดังต่อไปนี้...




 ผลแห่งกรรมดี


...จะทำให้มีทรัพย์สินเงินทอง อุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง อภิมหามงคล มีความสุขกายสบายใจต่างๆ

....แล้วแต่ผลของกรรมดีที่ได้กระทำกันมา...


๑.ทำไมถึงได้เป็นใหญ่เป็นโต ...

...เพราะว่าในชาติก่อนเคยทำบุญบริจาคทานสร้างพระพุทธรูป

๒.ทำไมถึงได้มีพาหนะไว้ใช้สอย ...

...เพราะว่าในชาติก่อนเคยทำบุญสร้างสะพาน - ซ่อมแซมสะพาน

๓.ทำไมถึงสวมใส่แพรพรรณอันงดงาม ...

...เมื่อชาติก่อนเคยถวายไตรจีวรให้พระภิกษุสงฆ์ ...

๔.ทำไมถึงมีเสื้อผ้าและอาหารอุดมสมบูรณ์ ...

...เพราะเมื่อชาติก่อนเคยทำบุญให้ข้าวให้น้ำคนจน ...

๕.ทำไมถึงมีบ้านเรือนใหญ่โต ...

...ในชาติก่อนเคยทำบุญถวายข้าวสารให้กับวัด ...

๖.ทำไมจึงมีบุญวาสนาสักการะอุดมสมบูรณ์ ...

...เพราะว่าชาติก่อนเคยทำบุญสร้างวัด และที่พักร้อน ...

๗.ทำไมถึงได้ฉลาดปราดเปรื่อง ...

...เพราะในชาติก่อนเคยทำบุญและหมั่นสวดมนต์ภาวนา

๘.ทำไมถึงมีรูปงาม ...

...เพราะว่าชาติก่อนเคยทำบุญถวายดอกไม้สดให้กับพระสงฆ์ ...

๙.ทำไมคู่รักจึงหวานชื่น ...

...เพราะว่าชาติก่อนทำบุญถวายผ้าคู่หรือของที่เป็นคู่ๆ ที่เป็นของมงคลสำหรับบูชาพระ

๑๐.ทำไมถึงมีพ่อแม่อยู่พร้อมหน้า ...

...เพราะชาติก่อนทำบุญไม่ดูแคลนคนไร้ญาติ คอยดูแลช่วยเหลืออยู่เสมอ ...

๑๑.ทำไมจึงมีลูกหลานมากมายใกล้ชิด ...

...เพราะว่าชาติก่อนทำบุญช่วยชีวิตปล่อยนกกา และลูกสัตว์ที่จะถูกฆ่า ...

๑๒.ทำไมอายุยืนนักหนา ...

...เพราะชาติก่อนเคยทำบุญช่วยซื้อชีวิตสัตว์ เอาไปปล่อย ...

๑๓.ทำไมถึงมีตาสว่างสดใส ...

...เพราะว่าชาติก่อนจุดโคมไฟถวายน้ำมันให้กับวัดวา อาราม ...

๑๔.ทำไมสุขภาพถึงดีไร้โรคภัย ...

...เมื่อชาติก่อนทำบุญบริจาคยาให้คนไข้ ...

๑๕.ทำไมถึงได้เมียดีลูกสะใภ้ดี ...

เพราะชาติก่อนเคยร่วมอนุโมทนาบุญและร่วมทำบุญทั่วๆไป ...

๑๖.ทำไมถึงลูกหลานและญาติ อยู่ร่วมกันดี ได้รับอภิมหามงคลนานัปการ ...

...เพราะว่าชาติก่อนเคยทำบุญถวายธรรมทาน สร้างพระไตรปิฎก หอไตร ถวาย ...

๑๗.ทำไมถึงได้เป็นราชา ธนคหบดี มีลูกหลานดี ญาติดีอยู่ร่วมกัน บุคคลใกล้ชิดที่ดี ประสพพบเจอ

แต่สิ่งที่เป็นอภิมหามงคลนานัปการ ...

...เพราะว่าชาติก่อนเคยทำบุญและช่วยเหลือกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระศาสนา ...

๑๘.ทำไมถึงได้เป็นมหาอุปราชที่อยู่ดีมีสุขลูกหลานดี ญาติพี่น้องดีๆอยู่ใกล้ชิด ...

...เพราะชาติก่อนเคยทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ...

๑๙.ทำไมถึงได้เป็นอภิมหาคหบดี ผู้มีลูกหลาน ญาติพี่น้องดีอยู่ร่วม และเจอแต่สิ่งที่เป็นอภิมหามงคล

นานัปการ ...

...เพราะว่าในชาติก่อนเคยทำบุญกับพระอรหันต์และ ให้การสนับสนุนจนบรรลุธรรม ...





                                                     ผลแห่งกรรมชั่ว


...จะทำให้ยากไร้ ในทรัพย์สินเงินทองไม่มีความเจริญรุ่งเรืองใดๆ มีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ 

...ตามแต่ผลกรรมชั่วที่ได้กระทำกันมา...

๑.ทำไมจึงหูหนวกและเป็นใบ้ ...

...เพราะว่าชาติก่อนด่าพ่อด่าแม่ ...

๒.ทำไมจึงหลังโก่งค่อมคด ...

...เพราะชาติก่อนเยาะเย้ยถากถางนักพรต คนไหว้พระ ...

๓.ทำไมจึงเกิดเป็นวัวเป็นควาย ...

...เมื่อชาติก่อนเป็นหนี้ใครไม่จ่ายคืนให้เขา ...

๔.ทำไมหญิงจึงขาดสามีและเป็นหม้า่ย ส่วนชายไร้คู่ ...

...เมื่อชาติก่อนเป็นหญิงทำร้ายเหยียดหยามสามี, ถ้าเป็นชายก็เป็นชู้กับเมียชาวบ้าน ...

๕.ทำไมถึงตกต่ำเป็นบ่าวไพร่ ...

...เมื่อชาติก่อนเนรคุณไม่ช่วยเหลือผู้มีพระคุณ ...

๖.ทำไมจึงยากจนไร้ญาติขาดมิตร ...

...เมื่อชาติก่อนเป็นคนใจร้ายไม่ลดละต่อผู้ใด ...

๗.ทำไมเลี้ยงลูกไม่โตซ้ำยังขี้โรค ...

...เมื่อชาติก่อนตั้งจิตพยาบาทใครเขาไว้ ...

๘.ทำไมจึงปากแหว่งจมูกโหว่ ...

...เมื่อชาติก่อนชอบยุแหย่ให้เขาแตกแยกกัน ...

๙.ทำไมจึงมืององ่อยเปลี้ย ...

...เมื่อชาติก่อนตีพ่อตีแม่  ทำทารุณท่าน ...

๑๐.ทำไมในชาตินี้จึงขาลีบงอ คดโก่งพิการ ...

...เพราะเมื่อชาติก่อนทำลายสะพาน และทางสัญจรทั่วไป ...

๑๑.ทำไมมีโรคมากมายลำบากกาย ...

...เพราะชาติก่อนมักมีความยินดีกับความวอดวายของคนอื่นๆ ...

๑๒.ทำไมจึงเกิดเป็นหมูเป็นหมา ...

...เมื่อชาติก่อนชอบหลอกลวงผู้คน ให้หลงผิดต่างๆ ...

๑๓.ทำไมจึงโดนจองจำ ...

...ในชาติก่อนเคยเห็นคนตกอยู่ในอันตรายแต่ไม่ช่วยเหลือใดๆ ...

๑๔.ทำไมชาิตินี้จึงน่าสงสารและอดข้าวตาย ...

...เพราะชาติก่อนเยาะเย้ยและด่าขอทาน ...

๑๕.ทำไมรูปชั่ว ตัวต่ำเตี้ย ...

...เมื่อชาติก่อนชอบดูถูกคนรับใช้ ...

๑๖.ทำไมอาเจียรเป็นโลหิต ...

..เมื่อชาติก่อนชอบใส่ไฟยุแหย่ผู้คน ...

๑๗.ทำไมจึงหูหนวกไม่ได้ยิน ...

...เพราะว่าชาติก่อนปิดใจไม่เชื่อในพระธรรมคำสั่งสอน ...

๑๘.ทำไมจึงเป็นโรคเรื้อนแผลเน่าเรื้อรัง ...

...เพราะเมื่อชาติก่อนชอบทารุณสัตว์ ...

๑๙.ทำไมจึงมีกลิ่นตัวแรงน่ารังเกียจ ...

...เพราะชาติก่อนชอบอิจฉาริษยาคนอื่นๆ ...

๒๐.ทำไมต้องชดใช้กรรมโดยการผูกคอตาย ...

...เพราะชาติก่อนทำให้ผู้อื่นเสียหาย อับอาย สิ้นหวัง ...

๒๑.ทำไมจึงต้องอ้างว้่างเป็นพ่อ - แม่หม้าย ...

...เมื่อชาติก่อนไม่รักลูก ไม่รักผัว - และเมีย ...

๒๒.ทำไมต้องเจ็บปวดเพราะไฟไหม้และฟ้าผ่า ...

..เพราะว่าเมื่อชาติก่อนใส่ไคล้คนบวชเรียน ...

๒๓.ทำไมต้องถูกสัตว์รุมทำร้าย ...

...เพราะชาติก่อนก่อภัยสร้างศัตรู ...

๒๔.ทำไมต้องตายเพราะยาพิษ ...

...ชาติก่อนชอบสร้่างข่าวลือทำร้ายใครต่อใคร ...

๒๕.ทำไมนัยน์ตาบอดมืดมน ...

...เมื่อชาติก่อนชอบดูแต่สิ่งลามกไม่ประกอบกุศล ...



                               ...ภาพล่างนี้เป็นตัวเลือกสุดท้ายกันนะครับ...





...โบราณว่าไว้ว่า " สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ "

   คิดดี พูดดี ทำดี        ...ไปอยู่สวรรค์

 คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว     ...ไปอยู่นรก

...เมื่อคนเราใกล้จะหมดลมก็จะเป็นดั่งภาพนี่ละครับ...

...อยู่ที่เราจะเลือกไปกับใคร? ด้านซ้าย หรือด้านขวา กันละครับ...


...สวัสดีครับ...แล้วพบกันใหม่...
















วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปาฏิหาริย์สมเด็จพระญาณสังวร





                                                               สมเด็จพระญาณสังวรฯ

...เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ...อยู่มาวันหนึ่งผมได้เข้าไปคุยกับคุณพ่อที่ห้องสมุดของท่าน เราก็ได้สนทนากัน
ไปในหลายเรื่องด้วยกัน พอมาถึงประเด็นเกี่ยวกับพระศาสนา ผมได้ถามคุณพ่อว่า " ในปัจจุบันนี้คุณพ่อ
เห็นว่าพระสงฆ์องค์ใดที่จะเป็นเนื้อนาบุญให้ผู้คนได้กราบไหว้สักการะกันได้บ้างละครับ " 
...คุณพ่อตอบว่า " ที่พ่อเห็นก็น่าจะเป็นสมเด็จพระญาณสังวรฯ องค์นี้แหละ ทีเป็นช้างเผือกในกรุง 
ต่อไปคงไม่แคล้วจะได้เป็นพระสังฆราชอย่างแน่นอน..." 

...ผมก็เลยจดจำชื่อสมเด็จพระญาณสังวรจนขึ้นใจเลยทีเดียว และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๑ เมื่อสมเด็จพระ
อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช [ วาสน์ วาสโน ] ได้สิ้นพระชนม์ลง ทำให้ตำแหน่งพระสังฆราชได้ว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนา
พระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามเดิมคือ...

...สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก...

...ย้อนไปในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ...ในปีนั้นผมเดินทางขึ้นไปนมัสการ ล.ป.บุดดา ถาวโร และ ล.พ.เกษม เขมโก
ทั้ง ๒ องค์ นี้เป็นประจำ...มีอยู่วันหนึ่งได้เดินทางมาที่วัดบวรนิเวศ...เผอิญได้พกพาวัตถุมงคลของ...
 ล.ป.บุดดาและ ล.พ.เกษม ไปด้วยทั้ง ๒ องค์ เดินไปที่โบสถ์ตรงหน้าต่างมองเห็นสมเด็จพระญาณสังวร
กำลังทำพิธีอยู่ในโบสถ์กำลังจะเสร็จสิ้นพิธีอยู่พอดี ตอนนั้นตั้งจิตปัจจุบันทันด่วนขึ้นมาว่า อยากให้...
สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร เดินมารดน้ำมนต์ให้ที่ถุงใส่วัตถุมงคลของทั้ง ๒ องค์ ที่หน้าต่างโบสถ์ที่ผมยืนอยู่กับเพื่อนๆอีก ๔ คน ซึ่งตอนนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะตอนที่ตั้งจิตอธิษฐาน
อยู่นั้น สมเด็จพระญาณสังวร ท่านทำพิธีเสร็จจะเดินออกไปทางประตูอยู่แล้ว...ทันใดนั้นเหมือนฟ้าประทาน พออธิษฐานเสร็จสิ้น สมเด็จท่านเดินไปถึงประตูทางออกแล้ว แต่กลับหยุดเดินต่อ แต่กลับหัน
หลังกลับและเดินมาที่หน้าต่างที่ผมยืนถือถุงวัตถุมงคลทั้ง ๒ องค์อยู่ พอท่านมาถึงที่หน้าต่าง จ้องมองหน้าผมเล็กน้อยแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบไม้มงคลและจุ่มน้ำมนต์ที่ทำพิธี ซัดโปรยมาที่ถุงวัตถุมงคลของผมอย่างเต็มที่...ตอนนั้นผมรู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจเป็นที่สุดเหลือกำลัง...ได้สติอีกทีท่านก็เดินคล้อยหลังออกประตูทางออกและลับตาผมไปในที่สุด...คำเดียวที่ผมคิดออกในขณะนั้นก็คือ...

...เจโตปริยญาณ...

...และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ช่วงที่สมเด็จพระญาณสังวรทรงประชวรอยู่ มีผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านได้
พาผมและภรรยาไปเยี่ยมสมเด็จพระสังฆราชได้ตามใจที่ประสงค์จะไปเยี่ยมเยียนท่านอยู้แล้ว จึงนับว่าเป็นโอกาสที่สุดแสนวิเศษเหลือคำพรรณาใดๆ ...จึงมีภาพด้านล่างให้ทุกคนได้ชมกันนะครับ...