วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
โคลงกลอนจากพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕
จากบทความของบิดาข้าพเจ้า พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม...ดังต่อไปนี้้.
เผอิญผมได้ไปพบบันทึกของผมอีกเรื่องหนึ่งที่ได้บันทึกไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๗...
คิอได้มีพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนิพนธ์ไว้ ดังนี้...
เห็นหน้ากันเมื่อเช้า สายตาย
สายสุขอยู่สบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา
เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วยดับสูญ
โคลงบทนี้้้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ พล.ต.ต.ธีรบุล จัตตารีส์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสมัยหนึ่งก็ได้...มาแปลความหมายของโคลงบทนี้เป็นภาษาอัังกฤษ...ดังต่อไปนี้...
Seeing each other in the morn' Later extinct
Happy in the morn' Dead in the afternoon
Enjoy life in the afternoon Lifeless in the evening
Teasing with children in the evening Passing away in the night
Translated by Pol Maj Gen Tiraboon Chattares 5 April 1974...
ผมอ่านดูแล้วก็เข้าทีเพราะถือว่าเป็นคำสอนตามแนวของพระพุทธศาสนานั่นเอง...จึงลองแต่งเป็นบทกลอนผสมคำภาษาอังกฤษกับคำไทยเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นรูปพิลึกๆดังต่อไปนี้...
พระราชนิพนธ์ล้นเกล้า รัชกาลที่ห้า
ทรงเตือนใจ ชาวประชา ด้วยโคลงสี่
เป็นมรณา นุสติ คิดให้ดี
ว่าชีวี คนเรานั้น สั้นจริงจริง
พล.ต.ต. ธีรบุล จัตตารีส์
ขมันขมี รีบแปลจบ ครบทุกสิ่ง
เป็นภาษา อังกฤษ มิคิดติง
ยังเกรงกริ่ง ไม่อยากบอก ขอลอกมา
Seeing each other in the morn'
เช้ามองดู อยู่สลอน กันทั่วหน้า
Later extinct สิ้นชีวา
นี่แหละหนา เช้าหัวร่อ พอสายตาย
Happy later in the morn'
ตะวันอ่อน หมดความทุกข์ สุขเหลือหลาย
Dead in the afternoon คุณกลับกลาย
ตะวันบ่าย ตายเสียแล้ว พ่อแก้วตา
Enjoy life in the afternoon
ไม่อาดูร ต่างสนุก สุขหรรษา
Lifeless in the evening ชิงอำลา
บ่ายเห็นหน้า อาทิตย์ลับ ดับตามกัน
Teasing with children in the evening
ลูกชายหญิง วิ่งหยอกเย้า เคล้าสุขสันต์
Passing away in the night ใจตื้นตัน
เย็นคุยกัน ราตรีนั้น พลันม้วยมรณ์...
ขอเดชะ พระราชทาน อภัยโทษ
ได้ทรงโปรดฯ ให้จดจำ เป็นคำสอน
ข้าพระพุทธเจ้า เชลงไว้ ในเชิงกลอน
ตามขั้นตอน ของพระองค์ ทรงนิพนธ์
ประทานโทษ พลตำรวจตรี ธีระบุล
ขอขอบคุณ ที่แปลไว้ ไม่สับสน
ใช้คารม สมดังใจ ไม่วกวน
ตามรอยบาท เบื้องยุคล เตือนใจเรา
โลกมนุษย์ ที่เกิดมา เวลานี้
จัดเป็นที่ ไว้อบรม บ่มความเขลา
จะสร้างบุญ หรือสร้างบาป เพื่อขัดเกลา
ให้เลือกเอา ตามเวรกรรม ที่ทำมา
เพราะเวลา อายุขัย วายชีวาตม์
เราไม่อาจ กำหนดไว้ ได้อย่างว่า
เหลือแต่ศีล สมาธิ ภาวนา
เป็นปัญญา เพื่อพาไป ไม่อับจน
กลอนผสมบทนี้ผมแต่งไว้เมื่ิอเดือนมิถุนายน ๒๕๒๗...
วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
โคลงกลอนความหมายเรือนเกษตร
รูปดวงเกษตรซึ่งทุกท่านจะต้องจดจำให้ขึ้นใจ เพราะเป็นขั้นพื้นฐานที่จะบอกว่า ดาวดวงใดเป็นดาว
เกษตรชองราศีอะไร...เช่นตามภาพ ราศีเมษมีดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนเกษตร ราศีพฤษภมีดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือนเกษตร ราศีมิถุนมีดาวพุธเป็นเจ้าเรือนเกษตร ฯลฯ คำว่าเกษตรในโหราศาสตร์หมายถึงเจ้าของ
บ้าน...ดังนั้นราศีเมษเจ้าของบ้านก็คือดาวอังคารนั่นเอง...เรื่องราวเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก...
ต่อไปนี้จะเป็นคำกลอนทีมีความหมายของเรือนเกษตรเพื่อจะได้มีความเข้าใจ...โดยไม่ต้องท่องจำ...
๑.เกษตรอาทิตย์สถิตสิงห์ ปัญญายิ่งยศถาจะหาไหน
ทั้งรูปงามนามดีศรีวิไล จะมีชัยแก่ศัตรูในหมู่พาล
ทายว่าดีมีทรัพย์นับเป็นหนึ่ง จะขึงขังโตใหญ่แผ่ไพศาล
มีช้างม้าข้าไทที่ใช้การ ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทดี
๒.เกษตรจันทร์นั้นหนอกรกฏ จะมียศศักดิ์เลิศประเสริฐศรี
โภคทรัพย์คับคั่งเพราะมั่งมี ทั้งถิ่นที่เรือกสวนล้วนไร่นา
มีคนรักพักพาให้อาศัย ไม่มีใครจงจิตคิดริษยา
รูปก็ดีมีสุขทุกทิวา ญาติกามากมายเป็นก่ายกอง
๓.เกษตรอังคารฐานที่อยู่พิจิตร อีกสถิตเมษมีราศีสอง
มียศศักดิ์หนักหนาหัวหน้ากอง ทั้งเงินทองบริบูรณ์เพิ่มพูนมา
อีกปัญญาพาทีก็ดีล้น ศัตรูย่นเกรงอำนาจวาสนา
จะขึ้นชื่อลือเลื่องเปรื่องปรีชา เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายสบายใจ
๔.เกษตรพุธรุดเร่เมถุนกันย์ ช่างจำนรรแจ่มแจ้งแถลงไข
โคลงกาพย์ฉันนั้นเล่าก็เข้าใจ ปัญญาไวช่างคิดประดิษฐ์ดี
ทรัพย์โภคามาสู่ไม่รู้ขาด เฉลียวฉลาดไม่มีทุกข์เป็นสุขศรี
มิตรสหายพี่น้องปรองดองดี มีไมตรีรักกันไม่ฉันทา
๕.เกษตระพฤหัสจำกัดถิ่น ธนูมีนรู้คัมภีร์ดีหนักหนา
เฉลียวฉลาดชาติกวีมีปรีชา ท้าวพระยามักนิยมชมทุกคน
มีโภคาปรากฏทั้งยศศักดิ์ เจนประจักษ์สารพัดไม่ขัดสน
เจรจาพาทีมีมงคล ทุกตำบลบูชาเป็นอาจารย์
๖.เกษตรศุกร์พฤษภสบทบตุลย์ จะมีบุญยศศักดิ์เป็นหลักฐาน
ทั้งข้าวเกลือเหลือล้นพ้นประมาณ มีถิ่นฐานบ้านนาและลาโค
เป็นที่พึ่งญาติกาได้อาศัย โดยน้ำใจอารีดีอักโข
สุขเกษมเปรมใจอย่างใหญ่โต ไม่เซโซอาภัพอัปรมาณ
๗.เกษตรเสาร์เนามังกรไม่ร้อนจิต กำเริบฤทธิ์เป็นพระยาใจกล้าหาญ
แม้นอาสาเจ้านายคงได้การ ได้ประทานลาภยศปรากฏจริง
มีโภคาข้าคนไม่จนยาก ลูกเมียมากเจ้าชู้เชิงผู้หญิง
ปัจจามิตรคิดขลาดไม่อาจติง เพื่อนฝูงยิ่งโรคห่างบางบรรเทา
๘.เกษตราราหูอยู่กุมภะ จักชนะสงครามไม่คร้ามเขา
มักดื้อด้านดุดันขันไม่เบา แต่ผมเผ้าเบาบางห่างโรคี
ชอบรื่นเริงเชิงทหารในการรบ ศัตรูหลบตัวปลีกเลี่ยงหลีกหนี
คนอาศัยพึ่งพาบารมี เชื้อยักษีราหูทายดูเอย
คำกลอนบทนี้เป็นของอาจารย์ พันตรี หลวงอนันตยุทธภัทรได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือโชติยนิติ์
อาจารย์ พันเอก[พิเศษ]เอื้อน มนเทียรทอง ได้ทำการแก้ไขบางตอน เพื่อความกะทัดรัดและไพเราะ
ตามรูปกลอนแปด และยังได้เพิ่มคำพยากรณ์ตามศักยภาพของดวงดาว อีกประการหนึ่งคำกลอนย่อมสะดวกต่อการท่องจำ คำอธิบายโดยละเอียดจะอธิบายในบทความหมายของดาวพระเคราะห์ต่อไป...
โคลงกลอนของโหราศาสตร์
โคลงกลอนในโหราศาสตร์มีไว้เพื่อ ให้จดจำความหมายของดวงดาวเพื่อจะได้เกิดความเข้าใจไม่ใช่ท่องจำ! บอกลักษณะคู่มิตร คู่ศัตรูฯลฯ พลังงานหรือตำแหน่งต่างๆของดวงดาวว่าดีร้ายประการใดครูโหรโบราณจึงรจนาคำกลอนเหล่านี้ ขึ้นมาให้เหล่าลูกศิษย์ได้จดจำในบทกลอนแรกจะกล่าวถึงความหมายหลักของดวงดาวมีดังต่อไปนี้
๑. ยศศักดิ์ให้ทายอาทิตย์ ๒. รูปร่างจริตให้ทายจันทร์
๓. กล้าแข็งขยันให้ทายอังคาร ๔. เจรจาอ่อนหวานให้ทายพุธ
๕. ปัญญาบริสุทธิ์ให้ทายพฤหัส ๖. กิเลสสมบัติให้ทายศุกร์
๗.โทษทุกข์ให้ทายเสาร์ ๘. มัวเมาให้ทายราหู
๙. อายุยืนอยู่ให้ทายเกต ๐. ภัยอาเพทให้ทายมฤตยู
โคลงกลอนบทต่อไปนี้เกี่ยวกับ ดาวคู่ศัตรู
อาทิตย์ผิดอังคาร พุธอันธพาลวิวาทราหู
ศุกร์กับเสาร์เป็นเสี้ยนศัตรู จันทร์กับครู [พฤหัส} เป็นอริต่อกัน
โคลงกลอนบทต่อไปนี้เกี่ยวกับ ดาวคู่มิตร
อาทิตย์เป็นมิตรกับครู จันทร์โฉมตรูพุธนงเยาว์
ศุกร์ปากหวานอังคารรับเอา เสาร์ักับราหูเป็นมิตรต่อกัน
โคลงกลอนบทต่อไปนี้เกี่ยวกับลักษณะของดวงดาวที่แสดงผลในด้านเสริมสร้างบุคลิคความมีสง่าราศีเป็นที่พึงพอใจต่อผู้ที่ได้
พบ เห็น หรือว่าได้ร่วมสมาคมด้วย เป็นที่ชื่นชอบ เป็นคนที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยกย่องของผู้คนทั้งหลายเรียกว่า"ดวงชาตาปทุมเกณฑ์"
อนึ่งจันทร์สิบเอ็ดแท้ แก่ลัคน์
พฤหัสสี่ทรงศักดิ์ แช่มช้อย
ศุกร์สามดั่งนี้จัก เจริญยิ่งยศแฮ
หากว่าชาติต่ำต้อย ยกให้เสมอพงศ์
โคลงกลอนบทต่อไปนี้เกี่ยวกับลักษณะตำแหน่งของดวงดาวที่แสดงผลในด้านที่ให้คุณแก่เจ้าชาตาอย่างสูงเรียกว่า" จันทร์ ครุ สุริยา"
ทวารทั้งสี่นี้ กรกฏา
ตุลย์ เมษ มกรา ครบถ้วน
จันทร์ ครุ สุริยา สถิตอยู่
ได้จักรดั่งนี้ล้วน ยิ่งล้ำใครเสมอ
โคลงกลอนในโหราศาสตร์ยังมีอีกค่อนข้างมากนัก วันนี้เอาแต่หลักๆไว้พอสมควรก่อนครับ
วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วิธีสำหรับผู้ลาสิกขาบทก่อนออกจากวัด
โบราณถือกันมาว่า ผู้ลาสิกขาบทก่อนออกจากวัด จะต้องก้าวเท้าขวาออกมาก่อน เพราะเชื่อกันมา
ว่า มือขวาและเท้าขวา เป็นอวัยวะที่เป็นมงคลกับร่างกาย การที่เราเอาของที่เป็นมงคลนำทางออกไปก่อน จะเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ลาสิกขาบท ทำนองเดียวกันกับ เมื่อเวลาเราออกรถยนต์คันใหม่...
เขาให้ขับรถออกมาทางขวา ถ้าทางที่ออกบังคับให้เลี้ยวซ้าย ก็ให้ขับรถตีวงขวาออกมาก่อนเป็นเคล็ดแล้วถึงค่อยตีวงซ้ายออกมาอีกทีหนึ่ง...
ผู้ลาสิกขาบทแล้วก่อนจะได้เวลาฤกษ์ออกจากวัด จะต้องไปไหว้...กราบลาขอพรพระประธานใน
พระอุโบสถเสียก่อน แล้วจึงไปกราบลาพร้อมกับอธิษฐานจิตกับพระพุทธในกุฎิที่ตนอยู่ ต่อมาก็ให้ไป
กราบลาท่านเจ้าอาวาสกับพระผู้ใหญ่ที่ควรลา แต่งตัวมายืนหันหน้าไปทางทิศตามฤกษ์ ก้าวเท้าขวา
ออกไปก่อนตามทิศที่กำหนดไว้...ประมาณ ๒-๓ ก้าว แล้วจึงจะวนไปสู่ทางออก แต่ถ้าทิศตามฤกษ์
เป็นทางออกพอดี ก็ก้าวเท้าขวาออกไปได้เลย มีข้อควรจำคือ เมื่อออกไปจากวัดแล้ว ห้ามหันหลัง
กลับมาดูวัดอีก...
เมื่อกลับถึงบ้านให้ไหว้ขอพรจาก บิดา มารดา หรือญาติผู้ใหญ่...และเข้าไปกราบบูชาพระในบ้าน
ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน แล้วไปบูชาอัฐิบรรพบุรุษอธิษฐานขอความเป็นสิริมงคลและลาภผล ไปบูชา...
พระภูมิเจ้าที่แผ่ส่วนกุศลให้...แล้วค่อยเข้าไปที่ห้องของตน ทำพิธีนอน...ปิดประตูหน้าต่าง...กางมุ้ง
นอนเป็นพิธีเสีย ๕-๑๐...นาที...ต่อจากนั้นจะไปที่ใด ทำอะไร...ไม่มีปัญหา...
ความหมายของภพในโหราศาสตร์
... คำว่า"ภพ"หรือคำว่า"เรือน"ในดวงชาตา หมายถึงราศี
ต่างๆซึ่งมีอยู่ในดวงชาตา ๑๒ ราศีตามที่มีจริงอยู่ในจักรวาล ...
เรื่มจากภพแรกราศีที่ลัคนาสถิตอยู่ เรียกว่า"ตนุภพ" หรือ เรือนที่ ๑
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"กฎุมภะภพ" เป็นเรือนที่ ๒
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"สหัชภพ"เป็นเรือนที่ ๓
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"พันธุภพ" เป็นเรือนที่ ๔
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"ปุตตะภพ"เป็นเรือนที่ ๕
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"อริภพ" เป็นเรือนที่ ๖
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"ปัตนิภพ" เป็นเรือนที่ ๗
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"มรณะภพ" เป็นเรือนที่ ๘
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"ศุภะภพ"เป็นเรือนที่ ๙
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"กรรมภพ"เป็นเรือนที่ ๑๐
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"ลาภะภพ"เป็นเรือนที่ ๑๑
ราศีถัดต่อไปเรียกว่า"วินาศภพ" เป็นเรือนที่ ๑๒
เรือนชาตาทั้ง ๑๒ เรือน มีความหมายเฉพาะตัวของแต่ละเรือน ซึ่งจะต้องท่องและจดจำ
เปรียบเสมือนสูตรคูณที่ต้องท่องจำเสียก่อนถึงจะบวก-ลบ-คูณ-หาร ออกมาได้ ฉันใดฉันนั้น
โหราศาสตร์ก็ต้องจดจำภพและเรือนให้ได้เสียก่อน ถึงจะคำนวณผลลัพท์การทำนาย
เปรียบเสมือนสูตรคูณที่ต้องท่องจำเสียก่อนถึงจะบวก-ลบ-คูณ-หาร ออกมาได้ ฉันใดฉันนั้น
โหราศาสตร์ก็ต้องจดจำภพและเรือนให้ได้เสียก่อน ถึงจะคำนวณผลลัพท์การทำนาย
ออกมาได้ ดังนั้นผู้ที่จะศึกษาโหราศาสตร์ควรที่จะต้องเข้าใจเรื่อง ภพและเรือนเสียก่อน
เป็นขั้นปฐมภาค
เป็นขั้นปฐมภาค
กลไกของโหราศาสตร์
โหราศาสตร์จะตั้งราศีเมษเป็นราศีแรก การที่เรียกกันว่า เกษตร ๒ เรือนความหมายคือ ราศีเมษและราศีพฤจิกจะมีดาวอังคารเป็น
เจ้าเรือนเหมือนกัน ราศีพฤษภและราศีตุลย์ จะมีดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือนเหมือนกัน ราศีมิถุน และราศีกันย์ จะมีดาวพุธเป็นเจ้าเรือน
เหมือนกัน ราศีธนูและราศีมีนจะมีดาวพฤหัสเป็นเจ้าเรือนเหมือนกัน ส่วนราศีกุมภ์เดิมทีดาวเสาร์ ๗เป็นเจ้าเรือนอยู่แต่โปรดสังเกตุ
จากราศีเมษ ๓ มองไปตรงกันข้ามจะเห็นราศีตุลย์ ๖ บวกกันแล้วจะได้ ๙ ลองไล่ดูต่อไปจากราศีพฤษภ ๖มองไปตรงกันข้ามจะเห็น
ราศีพฤศจิก ๓ บวกกันแล้วจะได้๙เช่นเดียวกัน ทุกท่านค่อยๆไล่ไปจะบวกกันได้ ๙ทุกราศี...แต่ถ้าราศีกุมภ์มี ๗อยู่เหมิอนเก่าก่อน
๗ บวกกับ ๑ ราศีสิงห์ก็จะได้แค่ ๘ ไม่เป็น ๙ เหมือนราศีอื่นๆ เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์จึงบรรจุ ๘ เข้าไปที่ราศีกุมภ์ทำให้บวกกัน
แล้วลงตัวได้ ๙ เป็นอันว่าครบตามสูตร ๙ ทันที...ทางโหราศาสตร์ไทยเราเรียกกันว่า "เกษตร ๒ เรือน"
เลข ๙ เป็นเลขมหัศจรรย์ ทุกท่านลองเอา ๙ คูณ ๑ ก็ได้ ๙...
เอา ๙คูณ ๒ ได้ ๑๘...เอา ๑ +๘ ก็ได้ ๙ อีก{ตามระบบเลขศาสตร์ เอาเลขทั้งหมด+กันจน+ไม่ได้}เอา ๙คูณ ๓ ได้ ๒๗...เอา ๒+๗ ก็ได้ ๙ อีกฯลฯ...ที่เหลือลองคูณดูเองบ้างนะครับจึงนับว่า เลข ๙ เป็นเลขซึ่งไม่สามารถทำลายได้ เลข ๙ ในโหราศาสตร์มีความหมายถึง วิญญาณ สิ่งที่สูงส่ง พลังจิต ฯลฯ
สรุปว่านี่คือ" กลไกของโหราศาสตร์ " ที่เป็นความอัศจรรย์แห่งจักรวาล...
ความหมายของเกษตรในโหราศาสตร์หมายถึงการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ดูตามภาพ๑.ราศีเมษจะมีดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนเกษตร
๒.ราศืพฤษภจะมีดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือนเกษตร
๓.ราศีมิถุนจะมีดาวพุธเป็นเจ้าเรือนเกษตร
๔.ราศีกรกฎจะมีดาวจันทร์เป็นเจ้าเรือนเกษตร
๕.ราศีสิงห์จะมีดาวอาทิตย์เป็นเจ้าเรือนเกษตร
๖.ราศีกันย์จะมีดาวพุธเป็นเจ้าเรือนเกษตร
๗.ราศีตุลย์จะมีดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือนเกษตร
๘.ราศีพฤศจิกจะมีดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนเกษตร
๙.ราศีธนูจะมีดาวพฤหัสเป็นเจ้าเรือนเกษตร
๑๐.ราศีมังกรจะมีดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนเกษตร
๑๑.ราศีกุมภ์จะมีดาวราหูเป็นเจ้าเรือนเกษตร
รายนามครูบาอาจารย๋ที่ข้าพเจ้าเคารพ
ผู้ที่ศึกษาโหราศาสตร์ทุกท่าน ควรที่จะต้องระลึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ ด้วยการสวดมนต์ภาวนาก็คือสวดพระคาถาไหว้ครูไว้เป็นประจำ ยามใดที่เราติดขัด...หรือคิดไม่ออก...ครูบาอาจารย์ก็จะช่วยดลจิตดลใจทำให้เราได้ทำนายทายทักผู้คนได้อย่างแม่นยำ...ดุจตาเห็น...
ต่อจากนี้จะเป็นรายชื่อครูโหร...ที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาโหราศาสตร์มาจาำกพวกท่าน...คือ...
๑. อ.พลูหลวง
๒. อ.มหาบรรเทา
๓. อ.ประทีป อัครา
๔. อ.เทพย์ สาริบุตร
๕. อ.จำรัส ศิริ
๖. อ.อรุณ ลำเพ็ญ
๗.อ.พันเอกเอื้อน มนเฑียรทอง
๘. อ.จรัล พิกุล
๙. อ.ส.ไชยนันท์
๑๐.อ.ยอดธง ทับทิวไม้
๑๑.อ.สถิตย์ สถิตยืนยง
๑๒.อ.สิงห์โต สุริยาอารักษ์
๑๓.อ.จรณังกูร
๑๔.อ.ศิวเมษ
ยังมีอีกครูโหรอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้เรียบเรียง...ครับ...
ต่อจากนี้จะเป็นรายชื่อครูโหร...ที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาโหราศาสตร์มาจาำกพวกท่าน...คือ...
๑. อ.พลูหลวง
๒. อ.มหาบรรเทา
๓. อ.ประทีป อัครา
๔. อ.เทพย์ สาริบุตร
๕. อ.จำรัส ศิริ
๖. อ.อรุณ ลำเพ็ญ
๗.อ.พันเอกเอื้อน มนเฑียรทอง
๘. อ.จรัล พิกุล
๙. อ.ส.ไชยนันท์
๑๐.อ.ยอดธง ทับทิวไม้
๑๑.อ.สถิตย์ สถิตยืนยง
๑๒.อ.สิงห์โต สุริยาอารักษ์
๑๓.อ.จรณังกูร
๑๔.อ.ศิวเมษ
ยังมีอีกครูโหรอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้เรียบเรียง...ครับ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








