วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

มงคลชีวิต ๓๘ ประการ



Photo Decorator
คำคม คงไม่มีคำคมใดที่มีคุณค่าไปกว่าคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า... 
ที่มีเทวดามาถามคำถามว่า... 
"คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญ" อันเป็นที่มาของ "มงคลชีวิต 38 ประการ" 
ที่ใครปฏิบัติตามย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต...

                                                      มงคลที่ 1.ไม่คบคนพาล
อย่าคบมิตร ที่พาล สันดานชั่ว
จะพาตัว เน่าดิบ จนฉิบหาย
แม้ความคิด ชั่วช้า อย่ากล้ำกราย
เป็นมิตรร้าย ภายใน ทุกข์ใจครัน

มงคลที่ 2.การคบบัณฑิต

     ควรคบหา  บัณฑิต  เป็นมิตรไว้
    จะช่วยให้ พ้นทุกข์ สบสุขสันต์
 ความคิดดี เลิศล้ำ  ยิ่งสำคัญ
ควรคบกัน อย่าเขว ทุกเวลา

 มงคลที่ 3.การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
ควรบูชา ไตรรัตน์ ขัตติเยศร์
ผู้วิเศษ ก่อเกื้อ เหนือเกศา
ครูอาจารย์ เจดีย์ ที่สักการ์
  ด้วยบุปผา ปฏิบัติ สวัสดิ์การ

มงคลที่ 4.การอยู่ในถิ่นอันสมควร
เป็นเมืองกรุง ทุ่งนา หรือป่าใหญ่
ทางมา-ไป ครบครัน ธัญญาหาร
มีคนดี ที่ศึกษา พยาบาล
ปลอดภัยพาล ควรอยู่กิน ถิ่นนั้นแล

มงคลที่ 5.เคยทำบุญมาก่อน
กุศลบุญ คุณล้ำ เคยทำไว้
  จะส่งให้ สวยเด่น เช่นดวงแข
ทั้งทรัพย์ยศ ไมตรี มีเย็นแด
       เพราะกระแส บุญเลิศ ประเสริฐนัก

มงคลที่ 6 การตั้งตนชอบ
ต้องตั้งตน กายใจ ในทางถูก
เร่งฝังปลูก ตนไว้ ให้ถูกหลัก
เมื่อตัวตน ยังมี เป็นที่รัก
ควรพิทักษ์ ให้งาม ตามเวลา

มงคลที่ 7 ความเป็นพหูสูต
การสนใจ ใฝ่คว้า หาความรู้
ให้เป็นผู้ แก่เรียน เพียรศึกษา
มีศีลดี สติมั่น เกิดปัญญา
ย่อมนำพา ตัวรอด เป็นยอดดี

มงคลที่ 8 การรอบรู้ในศิลปะ
ศิลปะ ต่างอย่าง ทางอาชีพ
ควรเร่งรีบ เรียนรู้ ชูศักดิ์ศรี
มีบางคน จนอับ กลับมั่งมี
ฉลาดดี มีศิลป์ หากินพอ

มงคลที่ 9 มีวินัยที่ดี
อันวินัย นำระเบียบ สู่เรียบร้อย
คนใหญ่น้อย เปรมปรีดิ์ ดีนักหนา
วินัยสร้าง กระจ่างข้อ ก่อศรัทธา
เพราะรักษา กติกา พาร่วมมือ

ไม่พูดเท็จ พูดสอดเสียด และพูดมาก
ละความยาก สร้างวิบาก ฝากยึดถือ
คนหมู่มาก มักถางถาก ปากข่าวลือ
ต้องสัตย์ซื่อ ถือวินัย ใช้ร่วมกัน

มงคลที่ 10 กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
เปล่งวจี สัจจะ นวลละม่อม
กล่าวเลลี้ยกล่อม ไพเราะ กาลเหมาะสม
เจือประโยชน์ เมตตา ค่านิยม
รื่นอารมณ์ ผู้ฟัง ดังเสียงทอง

มงคลที่ 11 การบำรุงบิดามารดา
คนที่หา ได้ยาก มากไฉน
เพราะว่าใน โลกนี้ มีเพียงสอง
คือพ่อแม่ เกิดเกล้า เหล่าลูกต้อง
ตอบสนอง พระคุณ ได้บุญแรง

มงคลที่ 12 การสงเคราะห์บุตร
เป็นมารดา บิดา ทำหน้าที่
ให้บุตรมี พำนัก เป็นหลักแหล่ง
ส่งเสริมบุตร ธิดาตน กุศลแรง
ย่อมส่องแสง เพิ่มพูน ตระกูลวงศ

มงคลที่ 13.การสงเคราะห์ภรรยา
มีคู่ครอง ต้องไม่ทำ ให้ช้ำจิต
จะพาผิด ไปข้าง ทงผุยผง
ต้องสงเคราะห์ แก่กัน ให้มั่นคง
รักยืนยง ด้วยกัน ถึงวันตาย

มงคลที่ 14.ทำงานไม่คั่งค้าง
ะทำงาน การใด ตั้งใจมั่น
อย่าผัดวัน ทำเล่น เช้า เย็น สาย
ไม่ทิ้งคา อากูล มากมูลมาย
เร่งคลี่คลาย ให้เสร็จ สำเร็จการ

มงคลที่ 15.การให้ทาน
ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ขนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน

มงคลที่ 16.การประพฤติธรรม
การประพฤติ ตามธรรม คำพระสอน
ไม่เดือดร้อน ถอนทุกข์ ยามฉุกเฉิน
คนรักธรรม ธรรมรักษ์คน ผลเจริญ
นั่ง,ยืน,เดิน นอน,สุข ทุกข์ไม่มี

มงคลที่ 17.การสงเคราะห์ญาติ
เมื่อยามญาติ อัตคัด เกินขัดข้อง
ควรหาช่อง สงเคราะห์ ไม่เลาะหนี
เขาซาบซึ้ง ถึงคุณ อบอุ่นดี
หากถึงที เราจน ญาติสนใจ

มงคลที่ 18 ทำงานไม่มีโทษ
งานรับจ้าง ล้างชาม ก็ตามเถิด
หากไม่เกิด โทษทัณฑ์ นั่นสดใส
เมื่อได้ช่อง ต้องจำ กระทำไป
ได้กำไร ทุกทาง ไม่ว่างงาน

มงคลที่ 19 ละเว้นจากบาป
กรรมชั่วช้า ลามก ต้องยกเว้น
หากขืนเล่น ด้วยกัน ถูกมันผลาญ
งดเว้นบาป กำราบให้ ไกลสันดาน
ในดวงมาลย์ ไม่ร้อน และอ่อนเพลีย

มงคลที่ 20 สำรวมจากการดื่มน้ำเม
ของมึนเมา ทุกชนิด พิษคล้ายเหล้า
ใครเสพเข้า น่าตำหนิ สติเสีย
เกิดโรคร้าย แรงร้อน กายอ่อนเพลีย
ใครงดเสีย เป็นสุข ไปทุกวัน

มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
ไม่ประมาท คือมี สติพร้อม
คอยหน่วงน้อม ธรรมคุณ ไม่ผลุนผลัน
ธรรมอันใด ไม่ดี หลีกหนีพลัน
ธรรมดีนั้น ยึดแน่น ไม่แคลนคลอน

มงคลที่ 22 มีความเคารพ
ความเคารพ นับถือ คือเสน่ห์
ไม่โลเล เหมือนลิง วิ่งหลอกหลอน
ทั้งต่อหน้า ลับหลัง พึงสังวร
ย่อมงามงอน สวยสง่า ราคาแพง

มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน
ไม่พองลม ก้มหัว เจียมตัวด้วย
มรรยาทสวย นิ่มนวล สิ้นส่วนแข็ง
เหมือนงูพิษ ถอดเขี้ยว หมดเรี่ยวแรง
ยามแถลง นอบน้อม พร้อมใจกาย

มงคลที่ 24 มีความสันโดษ
ความสันโดษ พอใจ ในสิ่งของ
เช่นเงินทอง ของตน แม้ล้นหลาย
เมื่อมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยสบาย
ความจนหาย เลยลับ กลับมั่งมี

มงคลที่ 25 มีความกตัญญู
กตัญญู รู้บุญ คุณพ่อแม่
คนเฒ่าแก่ แลอาจารย์ ท่านทรงศีล
จอมมุนินทร์ ปิ่นเกล้า เจ้าธานี
หาวิธี แทนคุณ สมดุลกัน

มงคลที่ 26 การฟังธรรมตามกาล
การฟังธรรม ตามกาล ผ่านมาถึง
ควรคำนึง นิ่งนั่ง ฟังขยัน
ย่อมจะเกิด ปัญญา สารพัน
ตั้งใจมั่น ฟังดี นี่สมควร

มงคลที่ 27 มีความอดทน
ความอดทน ตรากตรำ ยามลำบาก
เจ็บไข้มาก ทนได้ ไม่โหยหวน
ถูกเขาด่า ให้ฟัง นั่งหน้านวล
ยิ้มเสสรวล ด้วยขันติ งามวิไล

มงคลที่ 28 เป็นผู้ว่าง่าย
ควรเป็นคน สอนง่าย ไม่ตายด้าน
ก่อรำคาญ ค่ำเช้า ไม่เข้าไหน
ไม่ซัดโทษ ของตน ให้คนใด
เมื่อมีใคร สอนพร่ำ ให้นำมา

มงคลที่ 29 การได้เห็นสมณะ
การพบเห็น สมณะ ผู้สงบ
แล้วนอบนบ ถามไถ่ ไตรสิกขา
หมั่นฝึกหัด ทุกวัน ด้วยปัญญา
ย่อมชักพา จิตตรง มงคลมี

มงคลที่ 30 การสนทนาธรรมตามกาล
ยามหดหู่ ฟุ้งซ่าน กาลสงสัย
เป็นสมัย ไต่ถาม ตามเหตุผล
เพื่อบรรเทา คลี่คลาย หายกังวล
ควรจะสน- ทนาธรรม ตามที่ควร

มงคลที่ 31 การบำเพ็ญตบะ
พึงบำเพ็ญ ตบะ ละกิเลส
อันเป็นเหตุ หักห้าม กามฉันท์
มุ่งทำลาย ถ่ายบาป สาบสูญพันธุ์
เข้าสู่ขั้น สุโข ฌาณโกลีย์

มงคลที่ 32 การประพฤติพรหมจรรย์
เร่งประพฤติ พรหมจรรย์ อันประเสริฐ์
เพื่อให้เกิด สุขล้วน โดยถ้วนถี่
ตั้งแต่ทาน ถึงสิกขา บรรดามี
สมบูรณ์ดี พรหมจรรย์ ย่อมมั่นคล

มงคลที่ 33 การเห็นอริยสัจ
การรู้เห็น ความจริง สิ่งเที่ยงแท้
ไม่ผันแปร สี่ชนิด ไม่ผิดหลง
ตัดตัณหา มูลราก พรากทุกข์ลง
เป็นการส่ง ข้ามฟาก จากสาคร

มงคลที่ 34 การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ทำให้แจ้ง นิพพาน ผลาญสังโยชน์
ตรวจตราโทษ ธาตุ ขันธ์ หมั่นฝึกถอน
เอาอรหัต มรรคญาณ เผาราญรอน
ดับทุกข์ร้อน นิพพาน สำราญนัก

มงคลที่ 35 การมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
ท่านผู้ใด ใจดำรง อยู่คงที่
ในเมื่อมี โลกธรรม ครอบงำหนัก
เช่น ลาภ ยศ สุข เศร้า เข้าง้างชัก
มิอาจยัก โยกท่าน ให้หวั่นใจ

มงคลที่ 36 การมีจิตไม่โศกเศร้า
คราวพลักพราก จากญาติ ขาดชีวิต
ถูกพิชิต จองจำ ทำโทษใหญ่
มีสติ คุมจิต เป็นนิตย์ไป
ไม่เสียใจ โศกเศร้า เฝ้าประคอง

มงคลที่ 37 มีจิตปราศจากกิเลส
หมดราคะ โทสะ โมหะแล้ว
จิตผ่องแผ้ว เลิศดี ไม่มีสอง
ย่อมมีค่า สูงจริง ยิ่งเงินทอง
เหมือนสูริย์ส่อง ท้องฟ้า สง่างาม

มงคลที่ 38 มีจิตเกษม
จิตเกษม เปรมปรีดิ์ ดีตลอด
เป็นจิตปลอด จากโอฆ ในโลกสาม
เครื่องผูกมัด สลัดหมด แสนงดงาม
เข้าถึงความ สุขสันต์ นิรันดร

...หากทุกคนประพฤติและปฏิบัติตนได้เยี่ยงนี้แล้วไซร้...ก็จะประสพกับความสุขและความสบายใจ
ในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์...พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่พุทธภูมิได้อย่างแน่นอน...


วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คุยกันในเรื่องการเรียนรู้โหราศาสตร์







... วิชาโหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีมานานนับหลายพันปีสืบต่อกันมา... เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่มี
ความสัมพันธ์กับดวงดาวอย่างแน่นแฟ้น...การทำนายดวงชาตาก็ต้องอาศัย"ตกฟาก" คือเวลาที่เกิด
ของแต่ละบุคคล...นำมาหาลัคนาที่แท้จริงของแต่ละบุคคล ... การที่เราเกิดเดือนมกราคมจะเป็นคนราศีมังกร...เกิดเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นคนราศีกุมภ์...เกิดเดือนมีนาคมจะเป็นคนราศีมีนฯลฯ...ยังเป็นเรื่องที่
ไม่ถูกต้องนัก...ความเป็นจริงก็คือ...การที่่เราจะรู้ว่าลัคนาราศีอะไรนั้้้น...ขึ้นอยู่กับเวลาเกิดของเราต่างหาก...สมมุติเช่นคนที่เกิดวันเดียวกันแต่เวลาเกิดต่างกัน...ย่อมต้องเป็นคนละราศีกันอย่างแน่นอน...

      ...ยกตัวอย่างดังนี้้่คือในวันนี้ ถ้าเกิดเวลาประมาณตี ๕ - ๗.๓๐ น.จะเป็นคนราศีสิงห์...ถ้าเกิดเวลา
ประมาณ ๗.๓๑ - ๑๐.๑๐ น.จะเป็นคนราศีกันย์...ถ้าเกิดเวลา ๑๐.๑๑ - ๑๓.๐๐ น.จะเป็นคนราศีตุลย์...
จะเป็นเช่นนี้ไปจนครบ ๑๒ ราศี...การที่ทั่วไประบุว่าคนที่เกิดระหว่างกลางเดือน ส.ค.ไปถึงกลางเดือน...
ก.ย.เป็นชาวราศีสิงห์...คนที่เกิดระหว่างกลางเดือนก.ย.ไปถึงกลางเดือน ต.ค.เป็นชาวราศีกันย์...คนที่
เกิดระหว่างกลางเดือน ต.ค.ไปถึงกลางเดือน พ.ย.เป็นชาวราศีตุลย์ เป็นต้น...

     ...การที่ทั่วไปกล่าวเช่นนั้นเป็นการทำนายแบบคร่าวๆรวมๆ...ซึ่งก็ไม่ถูกอยู่...แต่การจะรู้ว่าเป็นคนราศีอะไรที่ชัดแจ้ง...ต้องรู้จากเวลาเกิดของบุคคล คนนั้นต่างหากจึงจะเป็นลัคนาที่แท้จริง...ก็คือเวลา
ตกฟาก...ที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นนั่นเอง...มีกรณีพิเศษเช่น...บุคคลที่เกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกัน...
เวลาตรงกัน...ลัคนาจะต้องเหมือนกันแน่นอน...การทำนายก็จะมีกฏเกณฑ์เพิ่มขึ้นมาอีกคือ...ต้องดูจากชาติกำเนิดอีกที...ยกตัวอย่างอธิบายดังนี้คือ...

     ...ภูเขาที่สูงใหญ่ย่อมมีตำแหน่งที่สูงสุด...ส่วนกลางภูเขา...และส่วนปลายภูเขา...บุคคลที่เกิดใน...
ราชวงศ์กษัตริย์...ต่อไปภายภาคหน้าย่อมได้เป็นกษัตริย์...แสดงว่าเกิดในที่สูงสุด...ส่วนบุคคลที่เกิด
ในตระกูลพ่อค้าหรือข้าราชการสูงศักดิ์...ก็ย่อมต้องเจริญรอยตามบรรพบุรุษ...แสดงว่าเกิดในส่วนกลาง
สุดท้ายบุคคลที่เกิดมาต่ำต้อย...ยากไร้...แต่ต่อมาได้เป็นถึงพระสังฆราช...ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดของสงฆ์...แสดงว่าเกิดที่ต่ำสุดคือปลายภูเขา...ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด...เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ตามประวัติบุคคลสำคัญต่างๆในโลกใบนี้...

   ...สรปจึงเป็นการยืนยันเรื่องว่าคนที่เกิดวันเดียวกัน...แต่ตกฟากไม่เหมือนกัน...ย่อมต้องเป็นคนละ
ราศีและ...ชีวิตความเป็นอยู่จะต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน...แต่ถ้าเกิดวันเดียวกันและเวลาตกฟาก
เหมือนกัน...วิถีชีวิตย่อมต้องคล้ายคลึงกัน...แล้วแต่ว่าชาติกำเนิดจะมาจาก...สูง...กลาง...ต่ำ...ตาม
ที่ได้อธิบายไปแล้วในเบื้องต้นแล้วนั่นเอง...

     


วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อุปกะนักปราชญ์

 


      ...อาชีวก อุปกะ เป็นนักปราชญ์เมธีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่งในสมัยนั้น...ได้พบพระพุทธเจ้า...
ซึ่งบรรลุโพธิญาณมาใหม่ๆ...ถามไปถามมา พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่า ท่านรู้เอง ไม่มีใครสอน อุปกะ
ก็ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า หาว่าพูดจาอวดดี...แล้วก็แลบลิ้น เดินหนีไป...ต่อมา อุปกะก็ไปประพฤติทางโลกีย์
มีเมียสาวคราวเด็ก...ถูกเมียพูดจาถากถางต่างๆนาๆ...ในที่สุดก็เลยต้องหนีออกจากบ้านไปพบพระพุทธองค์อีก...การพบในคราวนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนดังนี้...

...ธรรมเทศนาจากแก่น...
" อุปกะ...ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจาก...ตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรนและความยึดมั่น...ถือมั่นว่า เป็นเราเป็นของเรา...รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่างๆ...อะไรก็ตามที่เราเข้าไปเกาะเกี่ยวหรือยึดถือไว้...โดยความเป็นตน เป็นของตนที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี...

...เมื่อใดบุคคลมาเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น...ฟังก็สักแต่ว่าฟัง...รู้สึกก็เพียงแต่ว่าได้รู้...เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เพียงสักแต่ว่า ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา...เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากการถือต่างๆ...ปลอดโปร่ง แจ่มใส
เบิกบานอยู่...

...ดูก่อน อุปกะ...เธอจงมองดูโลกนี้ด้วยความเป็นของว่างเปล่า...มีสติอยู่ทุกเมื่อ...ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือ
...ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตนเสียด้วยประการฉะนี้แล้ว...เธอจะเบาสบาย คลายทุกข์ คลายกังวล...
ไม่มีความสุขใดจะยิ่งไปกว่า...การปล่อยวาง...และสำรวมตนอยู่ในธรรม "

....ในที่สุด อุปกะ...ก็ได้บรรลุ...อนาคามี...เพราะธรรมเทศนานี้...

จากบทความบิดา...ข้าพเจ้า...พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม... ๒ ก.ย.๒๖...

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มรรค ๘



                                                                           มรรค ๘

                                                       มรรคคือหนทางสู่ความดับทุกข์

สัมมาทิฏฐิ            ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงการปฏิบัติอย่างเหมาะสม...ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา...

สัมมาสังกัปปะ     ดำริชอบ หมายถึงการใช้สมองความคิดพิจารณา...แต่ในทางกุศลหรือความดีงาม...     

สัมมาวาจา           เจรจาชอบ หมายถึงการพูดต้องสุภาพ...แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม...      

สัมมากัมมันตะ     การประพฤติดีงามทางกาย หรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง...ทำการงานที่ชอบ...

สัมมาอาชีวะ        คือการทำมาหากินอย่างสุจริตชน...ไม่คดโกงหรือเอาเปรียบคนอื่นจนเกินไป...

สัมมาวายามะ      คือความอุตสาหะพยายาม...ประกอบความเพียรในทางกุศลกรรม...

สัมมาสติ              คือการไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอจิตเลื่อนลอย...ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็น

                            ปกติ ไม่วอกแวก...

สัมมาสมาธิ          คือการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัดจากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ...

                                    ...องค์ประกอบมี ๘ ข้อย่อ...ออกมาเป็น ๓ ข้อ...

สัมมาทิฏฐิ            สัมมาสังกัปปะ                              อยู่ในหมวด       ปัญญา

สัมมาวาจา           สัมมากัมมันตะ    สัมมาอาชีวะ      อยู่ในหมวด          ศีล

สัมมาวายามะ       สัมมาสติ             สัมมาสมาธิ       อยู่ในหมวด       สมาธิขันธ์

                                        ...มาย่อเป็น ๓ คือ ในกาย...วาจา...และใจ...

                                           ...แล้วย่อมาเป็น ๒ คือ...รูปและ...นาม...

                                ...ย่อมาเป็น ๑ คือ กองสังขารที่เป็น...ปุญญาภิสังขาร...

                               ...เมื่อดับสังขารแล้ว...แปลว่า...ใกล้นิพพานเต็มทีแล้ว...

...พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า" ภิกษุ...ปล่อยวางเสียได้...ไม่ยึดถือด้วยประการทั้งปวง...ก็จะได้ชื่อว่า...

สำเร็จกิจในศาสนา "

...ถ้าเราปล่อยวางร่างกายเสียได้...

...เมื่อร่างกายเราเป็นอะไร...เราก็มิได้เป็นเช่นนั้น...

     ...เมื่อร่างกายเราเจ็บ...เราก็มิได้เจ็บด้วย...

     ...เมื่อร่างกายเราแก่...เราก็ไม่ได้แก่ด้วย...

    ...เมื่อร่างกายเราตาย...เราก็มิได้ตายด้วย...

...และเราก็จะได้พ้นความเป็นผี...เป็นศพ...ได้ตลอดกาล... 


                                              ร่างกายเรา         เป็นอะไร           ไม่เป็นด้วย

                                          ร่างเจ็บป่วย            เราก็เฉย            ละเลยเสีย

                                          ครั้นร่างแก่              เราไม่แก่           เราไม่เพลีย

                                          ไม่ละเหี่ย                กับความตาย     ในร่างกาย


              เราปล่อยวาง        ร่างกาย                 ได้เช่นนี้

             เราจะพ้น               ความเป็นผี             ที่โง่เขลา

             เราปล่อยวาง         ไม่ยึดถือ                แย่งยื้อเอา

             ตัวของเรา              สำเร็จแล้ว             แคล้วจากมาร


...จากบทความของ...พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม...24 ต.ค.31...



  



วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พระเจ้าจริงๆนั้นไม่มี...สิ่งนั้นคือนามธรรมนั่นเอง

     พิภพที่เราอยู่นี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อไร ไม่มีใครจะรู้แน่แท้จริง...ถ้าจะกล่าวตามหลักทางพุทธศาสนา
ก็จะต้องว่า...โลกเรานี้ผ่านการเจริญๆเรื่อยๆมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน [ ภัทรกัปป์และวิภัทรกัปป์ ]...
ถึงกับมีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า...
...นัตถิโลเก อนามตังแปลว่า สถานที่สัตว์ไม่เคยตายไม่มีในโลก...เป็นความหมายว่า...คนเรานั้นได้เคยตายๆ เกิดๆ ซ้ำๆซากๆ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน...
     ตามหลักดาราศาสตร์ [ Astronomy ] ได้พบว่า...โลกของเรานี้ แตกออกมาจากกลุ่มหมอกเพลิง...
อันมิอยู่ในเวหาอันเวิ้งว้างนี้...เมื่อประมาณ ๒ ล้านปีมาแล้ว...ฉะนั้นเรื่องการที่มีพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก...
นั้น...จึงเป็นเรื่องที่หาเหตุและผลไม่ได้...

   

จันทากุมารี เกิดในแคว้นแคชเมียร์ประเทศอินเดีย...เป็นผู้หญิงที่เคร่งในศาสนา นั่งสมาธิทุกวัน...
ต้องการจะเห็นพระผู้เป็นเจ้า...เพราะมีความเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และสิ่งทั้งปวงในโลก
โชควาสนา ทุกข์สุขก็สุดแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทานให้...พออายุ ๒๐ ปีก็ได้ตายจากโลกนี้ไป
โดยเป็นลมไป ไม่ได้เจ็บป่วยแต่อย่างไร...การตายนี้เป็นการตายแบบที่มีจิตใจสบาย เพราะจิตใจนึกถึง
แต่พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น...

     หลังจากตายแล้วก็รู้สึกตัวว่า...มีร่างกายเป็นปกติ...และรู้ตัวว่าได้ตายไปแล้ว...ไม่เป็นห่วง ไม่อาลัย ไม่เสียใจ แต่อย่างใด...ตายไปแล้วก็ได้ไปอยู่ในสวรรค์ทันที...
...แต่ตัวจันทากุมารีได้บอกว่า...ตั้งแต่ตายจากโลกมนุษย์มาจนถึงบัดนี้ [ตายจากโลกมนุษย์มา ๔๐ ปี
แล้ว] เธอยังไม่เคยได้พบพระผู้เป็นเจ้า ดังที่เธอเคยนึกวาดภาพ หรือเข้าใจมาแต่ก่อนเลย...เมื่อได้มาพบ
ท่านผู้รู้ทั้งหลายในโลกทิพย์ เลยเป็นที่เข้าใจว่า...

     พระเจ้าต่างๆอย่างที่คนฮินดูทั่วไปนับถือนั้น...ไม่มีตัวตนที่แท้จริง...แต่ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก
ในการที่ผู้นำในศาสนาได้รู้จักเอาสื่งที่เป็นคุณธรรมความดีต่างๆ...ซึ่งเป็น นามธรรม เอามาสร้างเป็นตัวบุคคลเพื่อให้ยึดถือเอาเป็นที่พึ่ง...สำหรับคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องนามธรรม...โดยไม่อาจจะยึดถือสิ่งที่เป็น
นามธรรมมาเป็นที่พึ่งได้...ประการสำคัญก็คือ...เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยยกวิญญาณของคนเราให้สูงขึ้นนั่นเอง...

จากการติดต่อทางสมาธิ ของคุณศรีเพ็ญ [สำนักวิญญาณ] บางลำภู...๑๓ ก.ค. ๒๕๓๓...

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โคลงกลอนจากพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕



จากบทความของบิดาข้าพเจ้า พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม...ดังต่อไปนี้้.
เผอิญผมได้ไปพบบันทึกของผมอีกเรื่องหนึ่งที่ได้บันทึกไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๗...
คิอได้มีพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนิพนธ์ไว้ ดังนี้...
       
            เห็นหน้ากันเมื่อเช้า        สายตาย
    สายสุขอยู่สบาย                     บ่ายม้วย
    บ่ายยังรื่่นเริงกาย                   เย็นดับ ชีพนา
    เย็นอยู่หยอกลูกด้วย              ค่ำม้วยดับสูญ

โคลงบทนี้้้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ พล.ต.ต.ธีรบุล จัตตารีส์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสมัยหนึ่งก็ได้...มาแปลความหมายของโคลงบทนี้เป็นภาษาอัังกฤษ...ดังต่อไปนี้...

          Seeing each other in the morn'           Later extinct
          Happy in the morn'                            Dead in the afternoon
          Enjoy life in the afternoon                   Lifeless in the evening
          Teasing with children in the evening    Passing away in the night
Translated by Pol Maj Gen Tiraboon Chattares 5 April 1974...

ผมอ่านดูแล้วก็เข้าทีเพราะถือว่าเป็นคำสอนตามแนวของพระพุทธศาสนานั่นเอง...จึงลองแต่งเป็นบทกลอนผสมคำภาษาอังกฤษกับคำไทยเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นรูปพิลึกๆดังต่อไปนี้...

          พระราชนิพนธ์ล้นเกล้า               รัชกาลที่ห้า
     
      ทรงเตือนใจ      ชาวประชา            ด้วยโคลงสี่
      
      เป็นมรณา         นุสติ                     คิดให้ดี
       
      ว่าชีวี              คนเรานั้น               สั้นจริงจริง

          พล.ต.ต.       ธีรบุล                   จัตตารีส์
     
      ขมันขมี            รีบแปลจบ             ครบทุกสิ่ง
      
      เป็นภาษา         อังกฤษ                 มิคิดติง
      
      ยังเกรงกริ่ง       ไม่อยากบอก          ขอลอกมา

         Seeing each other in the morn'

       เช้ามองดู         อยู่สลอน               กันทั่วหน้า
      
          Later extinct                            สิ้นชีวา

       นี่แหละหนา      เช้าหัวร่อ               พอสายตาย

           Happy later in the morn'

        ตะวันอ่อน        หมดความทุกข์       สุขเหลือหลาย

           Dead in the afternoon              คุณกลับกลาย

        ตะวันบ่าย         ตายเสียแล้ว          พ่อแก้วตา

           Enjoy life in the afternoon

        ไม่อาดูร           ต่างสนุก                สุขหรรษา

           Lifeless in the evening             ชิงอำลา

        บ่ายเห็นหน้า     อาทิตย์ลับ             ดับตามกัน

           Teasing with children in the evening

        ลูกชายหญิง      วิ่งหยอกเย้า           เคล้าสุขสันต์

           Passing away in the night         ใจตื้นตัน

         เย็นคุยกัน         ราตรีนั้น                 พลันม้วยมรณ์...

               ขอเดชะ             พระราชทาน           อภัยโทษ

         ได้ทรงโปรดฯ             ให้จดจำ               เป็นคำสอน

          ข้าพระพุทธเจ้า       เชลงไว้                   ในเชิงกลอน

          ตามขั้นตอน            ของพระองค์            ทรงนิพนธ์

              ประทานโทษ      พลตำรวจตรี             ธีระบุล

          ขอขอบคุณ             ที่แปลไว้                 ไม่สับสน  

          ใช้คารม                 สมดังใจ                   ไม่วกวน

          ตามรอยบาท           เบื้องยุคล                เตือนใจเรา

              โลกมนุษย์          ที่เกิดมา                  เวลานี้

           จัดเป็นที่                ไว้อบรม                  บ่มความเขลา

           จะสร้างบุญ             หรือสร้างบาป          เพื่อขัดเกลา

           ให้เลือกเอา            ตามเวรกรรม            ที่ทำมา  

               เพราะเวลา         อายุขัย                    วายชีวาตม์

            เราไม่อาจ             กำหนดไว้                ได้อย่างว่า  

            เหลือแต่ศีล           สมาธิ                       ภาวนา

            เป็นปัญญา            เพื่อพาไป                 ไม่อับจน

กลอนผสมบทนี้ผมแต่งไว้เมื่ิอเดือนมิถุนายน ๒๕๒๗...      





              

            








           
           


วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โคลงกลอนความหมายเรือนเกษตร


 
รูปดวงเกษตรซึ่งทุกท่านจะต้องจดจำให้ขึ้นใจ เพราะเป็นขั้นพื้นฐานที่จะบอกว่า ดาวดวงใดเป็นดาว
เกษตรชองราศีอะไร...เช่นตามภาพ ราศีเมษมีดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนเกษตร ราศีพฤษภมีดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือนเกษตร ราศีมิถุนมีดาวพุธเป็นเจ้าเรือนเกษตร ฯลฯ คำว่าเกษตรในโหราศาสตร์หมายถึงเจ้าของ
บ้าน...ดังนั้นราศีเมษเจ้าของบ้านก็คือดาวอังคารนั่นเอง...เรื่องราวเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก...
ต่อไปนี้จะเป็นคำกลอนทีมีความหมายของเรือนเกษตรเพื่อจะได้มีความเข้าใจ...โดยไม่ต้องท่องจำ...

     ๑.เกษตรอาทิตย์สถิตสิงห์         ปัญญายิ่งยศถาจะหาไหน
        ทั้งรูปงามนามดีศรีวิไล          จะมีชัยแก่ศัตรูในหมู่พาล
        ทายว่าดีมีทรัพย์นับเป็นหนึ่ง    จะขึงขังโตใหญ่แผ่ไพศาล
        มีช้างม้าข้าไทที่ใช้การ          ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทดี

     ๒.เกษตรจันทร์นั้นหนอกรกฏ      จะมียศศักดิ์เลิศประเสริฐศรี
        โภคทรัพย์คับคั่งเพราะมั่งมี      ทั้งถิ่นที่เรือกสวนล้วนไร่นา
        มีคนรักพักพาให้อาศัย           ไม่มีใครจงจิตคิดริษยา
        รูปก็ดีมีสุขทุกทิวา                ญาติกามากมายเป็นก่ายกอง

     ๓.เกษตรอังคารฐานที่อยู่พิจิตร     อีกสถิตเมษมีราศีสอง
        มียศศักดิ์หนักหนาหัวหน้ากอง   ทั้งเงินทองบริบูรณ์เพิ่มพูนมา
        อีกปัญญาพาทีก็ดีล้น             ศัตรูย่นเกรงอำนาจวาสนา
        จะขึ้นชื่อลือเลื่องเปรื่องปรีชา     เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายสบายใจ

     ๔.เกษตรพุธรุดเร่เมถุนกันย์         ช่างจำนรรแจ่มแจ้งแถลงไข
        โคลงกาพย์ฉันนั้นเล่าก็เข้าใจ     ปัญญาไวช่างคิดประดิษฐ์ดี
        ทรัพย์โภคามาสู่ไม่รู้ขาด          เฉลียวฉลาดไม่มีทุกข์เป็นสุขศรี
        มิตรสหายพี่น้องปรองดองดี       มีไมตรีรักกันไม่ฉันทา

     ๕.เกษตระพฤหัสจำกัดถิ่น            ธนูมีนรู้คัมภีร์ดีหนักหนา
        เฉลียวฉลาดชาติกวีมีปรีชา        ท้าวพระยามักนิยมชมทุกคน
        มีโภคาปรากฏทั้งยศศักดิ์          เจนประจักษ์สารพัดไม่ขัดสน
        เจรจาพาทีมีมงคล                 ทุกตำบลบูชาเป็นอาจารย์

     ๖.เกษตรศุกร์พฤษภสบทบตุลย์      จะมีบุญยศศักดิ์เป็นหลักฐาน
       ทั้งข้าวเกลือเหลือล้นพ้นประมาณ  มีถิ่นฐานบ้านนาและลาโค
       เป็นที่พึ่งญาติกาได้อาศัย           โดยน้ำใจอารีดีอักโข
       สุขเกษมเปรมใจอย่างใหญ่โต      ไม่เซโซอาภัพอัปรมาณ

     ๗.เกษตรเสาร์เนามังกรไม่ร้อนจิต    กำเริบฤทธิ์เป็นพระยาใจกล้าหาญ
        แม้นอาสาเจ้านายคงได้การ        ได้ประทานลาภยศปรากฏจริง
        มีโภคาข้าคนไม่จนยาก             ลูกเมียมากเจ้าชู้เชิงผู้หญิง
        ปัจจามิตรคิดขลาดไม่อาจติง       เพื่อนฝูงยิ่งโรคห่างบางบรรเทา

     ๘.เกษตราราหูอยู่กุมภะ               จักชนะสงครามไม่คร้ามเขา
        มักดื้อด้านดุดันขันไม่เบา           แต่ผมเผ้าเบาบางห่างโรคี
        ชอบรื่นเริงเชิงทหารในการรบ      ศัตรูหลบตัวปลีกเลี่ยงหลีกหนี
        คนอาศัยพึ่งพาบารมี                เชื้อยักษีราหูทายดูเอย

     คำกลอนบทนี้เป็นของอาจารย์ พันตรี หลวงอนันตยุทธภัทรได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือโชติยนิติ์
อาจารย์ พันเอก[พิเศษ]เอื้อน มนเทียรทอง ได้ทำการแก้ไขบางตอน เพื่อความกะทัดรัดและไพเราะ
ตามรูปกลอนแปด และยังได้เพิ่มคำพยากรณ์ตามศักยภาพของดวงดาว อีกประการหนึ่งคำกลอนย่อมสะดวกต่อการท่องจำ คำอธิบายโดยละเอียดจะอธิบายในบทความหมายของดาวพระเคราะห์ต่อไป...