วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เนื่องในวันอาสาฬหบูชา




วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า...
"ธัมมจักกัปปวัตตสูตร"
แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม

   เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง...

พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาด
แก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆโดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่
รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบายให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘ ...

ใ จ ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง ป ฐ ม เ ท ศ น า

ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ
ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ...

   ๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

   ๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ...

     ๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
     ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
     ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
     ๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
     ๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
     ๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
     ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
     ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน
     ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่ ...

   ๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด...

   ๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ ...

   ๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา ...

   ๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น...

 ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า

     เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ...

ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า

     “อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา ...

     โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ ...

๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า...

     เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ ...
(คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์) ...

    พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา...
(ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด...

...วันอาสาฬหบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น...
ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่นๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชา...
เทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา ...

...ที่มาจาก...

 ความรู้เกี่ยวกับวันสำคัญไทย (เสฐียรโกเศศ และ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ,๒๕๔๑ : ๓๙ - ๕๙)


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นักโหราศาสตร์ ๔ ระดับ


                                    ...เป็นข้อความบางส่วนจากหนังสือ "โฮ๋ราสาด"ในเื่รื่อง "ดาวลอย"...

                        ...ประพันธ์โดย  หมอเถา [ วัลย์ ] อ.อรุณ ลำเพ็ญ กล่าวถึงว่า "นักโหราศาสตร์ ๔ ระดับ...


                                                                 ...อ.อรุณ ลำเพ็ญ...

...เนื้อหามีดังนี้...

...“อาตมามีศิษย์คนบ้านนอกกะเขาเพียง ๓ คน จะเป็นอาจารย์ใหญ่ได้อย่างไร” 

หลวงตาค้านเต็มเสียง นักโหราศาสตร์เขามีอยู่ ๔ ระดับ คือ ๔ นัก นักที่หนึ่งคือ นักเรียนพบตำรับตำราก็ซื้ออ่านดะ จดจำเอาไว้หมดพบทานผู้รู้ก็ถามและจดจำไว้อีก เพื่อนฝูงใครแนะนำไม่ได้ จดจำเอาไว้แม่นยำ บางคนเรียนรู้มากๆเข้าทำให้สติปัญญาเคยฉลาดปราดเปรื่องกลายเป็นโง่ไป เพราะเอาแต่จดจำ ถ้าใครถามจะตอบหลักเกณฑ์คล่องปร๋อตามตำราเปรี้ยะ เขาเรียก นักเรียนโหราศาสตร์” 

คุณพิชิตพี่ชายนายอำเภอถูกใจสำนวนหลวงตา จึงถามต่อ ...

แล้วนักที่ ๒ เล่าขอรับ

หลวงตาจึงวิสัชนาต่อ นักที่ ๒ คือ นักเล่น ถ้าผ่านนักเรียนที่เรียนรู้มา นำเอาหลักเกณฑ์โหราศาสตร์วิธีนั้นบ้างวิธีนี้บ้างมาลองใช้ทายเขาถูกบ้างผิดบ้างเป็นเครื่องสอนตนเองไป หัดดูดวงลูกหลานและเพื่อนๆไปพลางก่อนเป็นการเล่นๆไม่จริงจังดวงใดดาวใดเข้ากฏทายได้ก็ทายไปตามตำราเขาว่าไว้ ดาวใดภพใดมันซับซ้อนเงื่อนอ่านไม่ออกก็เฉยเสีย เลือกทายเอาแต่ที่พอรู้เขาเรียก นักเล่นโหราศาสตร์


นายอำเภอชอบใจความคิดของหลวงตาชื้นในการจิดอันดับชั้นนักโหราศาสตร์จึงช่วยถามต่อ...


 “แล้วนักที่ ๓ ล่ะขอรับหลวงตา

หลวงตาชื้นอธิบายต่อคล่องปากคล่องใจไม่ติดขัด “ชั้นที่ ๓ นี้ เขาเรียก นักเลง เป็นขั้นใช้งานได้แล้ว ขั้นนี้เป็นขั้นสำคัญตอนนักเล่นจะเลื่อนชั้นเป็นนักเลงนั้นยากมากและมีน้อย นักเล่น ๑๐ คนจะได้เป็นนักเลงสักคนก็ทั้งยาก ส่วนมากมักจะวนเวียนเป็นนักเล่นโหราศาสตร์ไปตลอดชีวิต บางคนมีความรู้ความสามารถเป็นนักเล่นหนักๆเข้าลดชั้นหวลกลับไปเป็นนักเรียนเสียอีกก็มี บางคนเบื่อหน่ายไม่มีทางก้าวหน้าเลยเลิกเล่นไปเสียก็มาก ขั้นนักเลงนี้เป็นขั้นที่พบว่ากฎเกณฑ์ใดใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไปยึดถือกฎเกณฑ์ที่ถูกทางใช้ได้ไว้พยากรณ์เขาได้ทั้งทางเดิมทางจร คล่องตัวบ้างก็ก้าวไปถึงขั้นอาชีพเป็นหน้าเป็นตามีชื่อเสียง ส่วนจะเป็นนักเลงเล็ก นักเลงใหญ่ นักเลงเก่า นักเลงใหม่ สุดแต่อัจฉริยะและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล


หลวงตาไม่ต้องรอให้ใครซักก็อธิบายต่อไปอีก...


 “นักที่ ๔ นี้เป็นนักสุดยอดแล้ว คือ เป็นนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รอบรู้โหราศาสตร์โดยแตกฉาน ทั้งเจนจบในหลักเกณฑ์และคัมภีร์ทั้งปวง รอบรู้ทั้งภาคพื้นฟ้าอันเกี่ยวแก่การโคจรของดวงดาวทั้งหลาย และภาคพื้นดินคือการพยากรณ์ชีวิตมนุษย์ได้โดยถูกต้องและแม่นยำ แต่โบราณทานแบ่งวิชาโหราศาสตร์ไว้ ๓ ภาค คือ ...

ภาคคำนวณ รู้การคำนวณดาวเดือนบนท้องฟ้าและฤกษ์ยามทั้งปวง 


ภาคพยากรณ์ รู้เหตุอันจะเกิดจะเป็นของชีวิต และให้ฤกษ์ให้ยาม


ภาคพิธีกรรม รู้การบวงสรวงและพิธีกรรม 


...ในกรมโหรสมัยก่อนแบ่งกันเป็นแผนกๆตามภาคพื้นความรู้ พนักงานโหรมักรอบรู้เพียงแต่ละภาคเป็นส่วนใหญ่
 ผู้แตกฉานทั้ง ๓ ภาคมักจะได้ตำแหน่งพระยาโหรา เจ้ากรมโหร”...



...นักโหราศาสตร์ ทั้ง ๔ ระดับเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ละครับ...สวัสดี...

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

เนื่องในวันมาฆะบูชา



...วันนี้เป็นวันมาฆบูชาซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" เพราะเป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงประทานหลักโอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็นหัวใจของพระธรรม แก่พระอรหันตสาวกผู้เป็นเอหิภิกขุทั้ง ๑๒๕๐ องค์ ที่มาประชุมพร้อมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆปุรณมี วันมาฆบูชา ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศานาพุทธเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ๔ ประการ คือพระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง ๑๒๕๐ รูปนั้นได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมายพระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ๖... และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔...

...แต่เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท...ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน ๓ ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรมีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น โดยการประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือมีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ มีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น โดยในช่วงแรกพิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป...จนกาลต่อมาความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร...

...ในปัจจุบันวันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล...

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยวัยรุ่นสาวมักจะเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หลายหน่วยงานจึงพยายามรณรงค์ให้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์) แทน

สำหรับในปีนี้วันมาฆบูชาจะตรงกับ วันจันทร์ที่ ๒๕ ก.พ.๒๕๕๖ ตามปฏิทินสุริยคติ...

...มีภาพรัชกาลที่ ๔ บิดาแห่งโหราศาสตร์ มาฝากให้ทุกคนชมกันด้วยนะครับ...




วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สุดยอดพระคาถาศักดิ์สิทธิ์


                                                                    อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม

การสวดมนต์ภาวนาเป็นนิจศีลนั้น...เป็นสิ่งที่เราชาวพุทธควรต้องปฏิบัติกันอยู่แล้ว...บทสวดมนต์ต่างๆ...
เนื้อหาคำแปลล้วนเป็นสิ่งที่สุดประเสริฐและเป็นมงคลต่อผู้ที่ได้สวดมนต์ต่างๆเหล่านั้น...แต่มีบทสวดอยู่
ชุดหนึ่ง ๓ บทจาก ๕๖ บท...ที่มาจากพระคาถาอิติปิโสรัตนมาลา[พระคาถาอิติปิโสรัตนมาลาถอดมาจาก
พระคาถาอิติปิโสธงชัย]มีความเกี่ยวพันธ์กับเรื่องราวชีวิตมนุษย์เราอย่างยิ่งยวด...เพราะเป็นพระคาถาที่
สามารถปกป้องคุ้มครองเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ...พระคาถา ๓ บทมีดังนี้...

บทที่ ๑

ปิโยเทวะมะนุสสานัง        ปิโยพรหมานะมุตตะโม

ปิโยนาคะสุปํณณานัง       ปิญินทะริยังนะมามิหัง

...คำแปลพระคาถามีดังนี้...

...ภาวนานึกสติตรอง  อย่าทำร้อนใจ  สารพัดเมตตา  อย่าได้อาวรณ์  ครูแต่เก่าก่อนเคยได้ใช้มา

เสกหมากรับประทาน  เป็นที่เสน่หาแก่ชนทั้งหลาย...

...เป็นพระคาถาเมตตา มหานิยม ทำให้ทุกคนรักใคร่เอ็นดู สงสาร เมตตาแก่ผู้ที่สวดพระคาถาบทนี้...

บทที่ ๒

โสกาวิระตะจิตโตโย           โสภะมาโณสะเทวะเก

โสกัปปัตโตปะโมเทนโต     โสภะวัณณังนะมามิหัง

...คำแปลพระคาถามีดังนี้...

...ภาวนาทุกวันตามกำลังวัน  ป้องกันอันตราย  ทุกข์ภัยพิบัติ  สารพัดเหล่าภัย  ศัตรูทั้งหลาย

...แคล้วคลาดห่างไกล...

...เป็นพระคาถาที่คุ้มครองปัองกันภัยได้ทุกเรื่องราวของชีวิตมนุษย์เราบนโลกใบนี้ ต่อผู้ที่สวดมนต์บทนี้.

บทที่ ๓

นุเทติราคะจิตตานิ           นุทาเปติปะรังชะนัง

นุนะอัตถังมะนุสสานัง      นุสาสันตังนะมามิหัง

...คำแปลพระคาถามีดังนี้...

...บทนี้ดีเหลือ  ให้ใช้ในเมื่อ ถึงคราวอับจน  ป้องกันผู้ร้าย  โรคภัยเบียดตน  พินาศปี้ป่น  ไม่ทันรบกวน

...เป็นพระคาถาปัดเป่าโรคภัย  คนคิดร้ายฯลฯโดยตรงไม่ทันได้มาทำร้ายผู้ที่สวดพระคาถาบทนี้...

...เรื่องราวและประสพการณ์ต่างๆจาก...ผู้ที่สวดพระคาถา ๓ บทนี้ได้เล่าสู่มาให้ฟังมีมากมายหลายเรื่อง

...ในโอกาสหน้า...ผมจะเล่าสู่ให้ฟังกันนะครับ...สวัสดีมีโชคชัย..ปราศจากโรคภัย...กันทุกคน...ครับ...

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พรสวรรค์และพรแสวง



Photo Cube Generator

     ...ในระบบโหราศาสตร์ทุกระบบ...ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ไทยหรือ...โหราศาสตร์สากล...จะมีองค์
ประกอบที่สำคัญอยู่ ๓ ประการก็คือ...

๑.จักรราศี
๒.ดาวพระเคราะห์
๓.เรือนชาตา

     ...ส่วนประกอบทั้ง ๓ ประการนี้ี...จะมีความหมายและหลักในการใช้เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบใด...แต่ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ระบบนั้น...บางระบบอาจจะสนใจเฉพาะการผสมกันระหว่าง...
ดาวพระเคราะห์กับเรือนชาตาหรือ...ดาวพระเคราะห์กับดาวพระเคราะห์...ส่วนระบบยูเรเนียนบางระบบ
สนใจเฉพาะการผสมกันของเรือนชาตากับดาวพระเคราะห์...เหมือนกับโหราศาสตร์ไทยทั่วๆไป...แต่ก็
มีบางระบบที่ใช้การผสมรวมกันทั้ง...จักรราศี...ดาวพระเคราะห์...และเรือนชาตา...ทั้งหมดเลย...

   ...วิชาโหราศาสตร์นี้เป็นทั้ง"ศาสตร์"และ"ศิลป์"ซึ่งรวมอยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก...มิใช่ว่าการเรียนรู้
โหราศาสตร์จนจบทฤษฎีแล้วนั้น...จะสามารถทำนายทายทักผู้คนได้อย่างแม่นยำและเฉียบขาด...เพราะ
ความหมายของดวงดาว...เรือนชาตา...จักรราศี...มีความลึกซึ้งเกินกว่าที่ทุกคนจะเรียนรู้ได้แตกฉาน...
ได้ในเวลาอันสั้นๆ...เพียงไม่กี่วัน...ไม่กี่เดือน...หรือว่าเป็นปี...ทุกคนจะต้องมีความเข้าใจก่อนเป็นพื้นฐาน...และที่สำคัญคนที่จะทายดวงชาตา...อนาคตได้แม่นยำนั้น...ต้องมีสิ่งหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้คือต้องมี "ญาณ"...หยั่งรู้ที่มีมาแต่กำเนิดด้วย...

   ...โหราจารย์แต่โบราณสามารถทายอนาคตได้อย่างแม่นยำ...น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก...เช่นท่านโหรญาณได้เคยทายกับเพื่อนโหรด้วยกันว่า"ขุดลงไปตรงนี้...จะมีปลาอยู่ ๔ ตัว"ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้แต่พอ
ขุดลงไปจริงๆกับปรากฏว่ามีปลา ๔ ตัวอยู่ในแอ่งน้ำเล็กๆในดินตรงนั้นจริง...? อีกท่านหนึ่งคือ...ท่านขุน
ชอบ...ปรมาจารย์วิชา ๑๐ ลัคนา...ท่านพูดกลับคนสนิทว่า"วันนี้มีเคราะห์...คิดว่าจะไม่ออกไปข้างนอก"
กล่าวจบท่านก็เดินขึ้นบันไดไปบนบ้าน...ปรากฏว่ากระดานผุ...ทำให้ร่างของท่านล่วงลงมา ๒ ขั้นบันได...บาดเจ็บเล็กน้อย...ท่านก็บ่นพึมพำขึ้นมาว่า"ขนาดรู้ว่ามีเคราะห์ อยู่บ้านแท้ๆยังโดนจนได้นะนี่"

   ...อ.พลูหลวงเคยเล่าในบทความท่านว่า...มีเพื่อนโหรด้วยกันคนหนึ่งชื่อ อ.สังข์ [ถ้าผมจำไม่ผิดนะ]
ทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำกล่าวคือ...อ.สังข์มาที่บ้าน อ. พลูหลวงมองไปที่ตู้โชว์มีกล้องถ่ายรูปวางอยู่ ๑ ตัวแต่ท่านกลับกล่าวขึ้นมาว่า"ต่อไปในอนาคต...คุณจะมีกล้องทั้งหมด ๙ ตัว..."ในตอนนั้นท่าน...
อ.พลูหลวงก็ได้แต่นึกแปลกใจเท่านั้นเอง...แต่กาลต่อมาอีกหลายปี อ.สังข์ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วท่าน
ก็มีกล้องถ่ายรูปอยู่ในตู้โชว์ ๙ ตัวจริงตามคำทำนายของ อ.สังข์...จริงทั้งหมด...

   ...ผู้ศึกษาโหราศาสตร์ที่ไม่มี...ญาณพิเศษ...ก็ไม่ต้องตกใจนัก...เพราะญาณก็คือ"พรสวรรค์"ส่วนความขยันก็คือ"พรแสวง"นั่นเอง...ในเมื่อเราไม่มี...พรสวรรค์...เราก็ต้องยึดมั่นในบทวิชาต่างๆเรียนรู้
และซ่อมแซมส่วนที่ขาดตกบกพร่องของเรา...เช่นพยายามรวบรวมสิถิติ...แสวงหาตำราจาก อ.ต่างๆ
ที่ทรงคุณวุฒิฯมาเสริมให้รัดกุมขึ้นมาอีก...การที่คนเราจะเรียนวิชาโหราศาสตร์ในตำราต่างๆซึ่งแตกต่าง
สำนักกันไม่ใช่เรื่องต้องห้าม...วิชาโหราศาสตร์จาก อ.ผู้ทรงคุณวุฒินั้นล้วนมาจากรากฐานเดียวกันทั้งสิ้น...เพียงแต่แตกต่างออกไปจากกันบ้าง...แต่ยังคงไม่ทิ้งของเดิมที่ได้ศึกษากันมาแต่แรกเริ่ม...
   
   ...เปรียบเทียบกับวิชาของเสียวลิ้มยี่ซึ่งเป็นวิชาหลักๆมาตราฐาน...แต่ก็มี อ.หลายๆท่านออกไปตั้งสำนักใหม่ขึ้นมา และคิดค้นวิชาประจำสำนักขึ้นมาใหม่...แต่ก็แตกขยายมาจากพื้นฐานเดิมทั้งสิ้น...เช่นท่านเตียซำฮง...ปรมาจารย์บู๊ตึ๊งก็มาจากเสียวลิ้มยี่...ท่านก๊วยเซียงปรมาจารย์ง่อไบ๊ก็มาจากรากฐาน...
ของเสียวลิ้มยี่เช่นกัน...หากเรียนรู้วิชาต่างๆได้ครบสิ้นเวลาออกรบ...ก็สามารถใช้ได้ทั้ง...มีด...ดาบ...
หอก...ธนู...ปืนฯลฯแล้วแต่จะหยิบฉวยอะไรได้ก่อน...ดังนั้นเวลาดูดวงชาตาผู้คน...สามารถหยิบฉวย
วิชาของ อ.ต่างๆมาใช้ได้ทันท่วงทีไม่มีการอับจนอย่างเด็ดขาด...

   ...สรุปได้ว่า...ในเมื่อเราไม่มี...พรสวรรค์...เราก็ต้องขวนขวายให้มี...พรแสวง...ให้จงได้...แต่ถ้าผู้ใด
มีทั้ง...พรสวรรค์และพรแสวง...ทั้ง ๒ อย่าง...จัดเป็นสุดยอดโหราจารย์ในทางโหราศาสตร์อย่างแท้จริง
คือมีทั้ง ๓ ภาคของโหราศาสคร์ครบถ้วนคือ...
๑.ภาคคำนวณ
๒.ภาคพยากรณ์
๓.ภาคพิธีกรรม
...ท่าน อ.โหรที่สมบูรณ์เพียบพร้อมจน ท่าน อ.ส.ไชยนันท์ได้ตั้งฉายาชื่อว่า"วิญญาณโหราศาสตร์"
...โหราจารย์ท่านนั้นก็คือ...อ.พลูหลวง...ผู้ล่วงลับไปแล้ว...นั่นเอง...และท่าน อ.ส.ไชยนันท์ย่อมเป็น
วิญญาณโหราศาสตร์ด้วยเช่นกัน...เปรียบดัง...พระอรหันต์ด้วยกัน...ย่อมรู้วาระจิตซึ่งกันและกัน...
...เป็นเช่นนี้อย่างแน่แท้...แล้วพบกันใหม่...สวัสดีครับ...



วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บุหรี่นั้นสำคัญไฉน?



               ...จากบทความของบิดาข้าพเจ้า...พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม...เรื่องมีดังต่อไปนี้...

...ในอดีตกาลที่ผ่านมา...หลังจากที่่ได้มาเรียนต่อที่จังหวัดพระนครในสมัยโน้น...บ้านที่มาอาศัยเรียนหนังสือตอนนั้นเป็นบ้านของท่านเจ้าคุณฯ...ซึ่งคุณหญิงของท่านมีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ของผม...
ตอนนั้นผมมีอายุได้เพียง ๑๗ ปี...มีผู้คนอยู่ในบ้านหลังนี้หลายคนมีลูกมีหลาน มีคนใช้ คนขับรถ แม่ครัว...กะดูประมาณ ๒๐ คนเศษ...ข้อสำคัญก็คือผู้คนในบ้านนี้ส่วนมากสูบบุหรี่แทบทุกคน...เพราะทุกๆมุม...ของบ้านนี้มีแต่บุหรี่วางไว้เกะกะ...ใส่กล่องก็มี...บรรยากาศของบ้านนี้อบอวลไปด้วยควันบุหรี่...เหตุที่บ้านนี้ฟุ่มเฟือยไปด้วยบุหรี่ก็เนื่องจากท่านเจ้าคุณฯ บ้านนี้ท่านเป็นเจ้าของโรงงานยาสูบในสมัยนั้นเองฉะนั้นบุหรี่ตราต่างๆจึงได้ส่งทะยอยมาที่บ้านตามธรรมเนียม...

...สรุปแล้วผมก็เลยต้องสูบบุหรี่ไปด้วยโดยทางปริยายเพราะเป็นการสูบที่ไม่เสียเงินเลย...และจากนั้น
เอง...การสูบบุหรี่นี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปอย่างเรียบร้อย...โดยไม่มีทางแก้ไข้ได้เลย...ในระหว่างอยู่ ร.ร.นายร้อยก็สูบได้โดยไม่มีใครว่า...การสูบบุหรี่จำเริญรุ่งเรืองไปเป็นลำดับ...
ไม่มีการทรุดโทรมแต่อย่างใร...มีแต่วันที่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ...ออกจาก ร.ร.นายร้อยเป็นร้อยตรี...ก็มี
เงินใช้อยู่แล้ว...จึงสูบต่อไปด้วยความสม่ำเสมอ...จากหนึ่งซองบางวันถึง ๓ ซองก็ยังได้...สงคราม...
โลกครั้งที่สองเลิกแล้ว...แต่ผมก็ยังไม่เลิกบุหรี่...ครับ...จาก ร.ต.ต.จนถึงพล.ต.ต....กี่ปีแล้ว...บวก
ไปบวกมาก็ได้ ๓๐ กว่าปีแล้ว...

...ตับไตไส้พุงปอดหัวใจ...เครื่องในทั้งหลายในร่างกายผมเคลือบไปด้วยควันบุหรี่เข้าไปอบเป็นการ...
เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ...โรคต่างๆ ติดตามกันมาเป็นขบวน...โรคหวัดที่เป็นไม่รู้หาย...โรคที่คอ...โรค
เกี่ยวกับตาฯลฯ อัดอยู่ในร่างกายหนาคืบยาว ๑ วาผมอย่างเพียบพร้อม...โดยเฉพาะเรื่องเสลดนี้แก้ไม่
หายเลย...เสลดเป็นของประจำตัวมาโดยตลอด...มีโอกาสที่จะได้ขากทั้งวันไม่เคยหมด...ผมมานั่งคิด
ดูว่า...เสมหะหรือเสลดนี้ถ้าหากเอามาเก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่ได้เคยถ่มออกจากปากมาจนบัดนี้...คงจะ
เก็บไว้ได้หลายแท็งค์น้ำเก็บน้ำฝนอย่างแน่นอน...เรื่องเสลดหรือเสมหะนี้เป็นเมือกข้นชนิดหนึ่งออก
มาจากลำคอหรือลำไส้โดยการขับมาจากเยื่อบุของปอด...ซึ่งได้เกิดความระคายเคืองขึ้น...เป็นความ
รู้ที่ได้จากหมอเขาบอกมา...โดยเฉพาะบุหรี่เป็นต้นเหตุในเรื่องนี้...

...สรุปแล้วผมสูบบุหรี่มาอย่างโชกโชนนั่นแหละ...เคยคิดอยากจะเลิก...อยากจะหยุด...แต่เจ้าตัว...
มิจฉาทิฐิหรืทิฐิมานะยังแข็งกล้าอยู่โดยคิดว่าไม่เป็นไรๆอยู่ตลอดเวลา...จนกระทั่งวันหนึ่ง...จำได้
อย่างแม่นยำว่าเป็นวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๙ ผมมีเรื่องที่จะต้องไปเป็นกรรมการสอบสวนกับรอง
ปลัดกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น...ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีพิพาทที่ดินที่จังหวัดพิษณุโลก...
ระหว่างนั่งซักพยานอยู่นั้นเอง...ก็เกิดการไอและจามขึ้นอย่างกระทันหัน...ผมขออนุญาตท่านประธาน
กรรมการออกมานอกห้อง...การจามและการไอก็ยังไม่ทุเลา...น้ำมูกไหล...น้ำตาไหล...บางครั้งขณะไอนั้นถึงกับหายใจไม่ออก...เพราะจะต้องอั้นลมหายใจไว้...

...เจ็บบริเวณคอและที่ท้องอย่างรุนแรง...เข้าใจว่าประมาณ ๕ นาทีเศษ...ได้มีผู้เอายาเม็ดแก้ไอกับน้ำร้อนมาให้รับทาน ซึ่งทำให้การไอและจามนั้นค่อยทุเลาไปได้ครู่หนึ่ง...หลังจากนั้นการสอบสวนซึ่งได้
สอบพยานเรียบร้อยแล้วเสร็จพอดี...ผมเลยถือโอกาสลากลับมากองบัญชาการสอบสวนกลางทันที...
เพราะรู้สึกเพลียมากเหมือนกัน...





...ระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องทำงานที่กองบัญชาการสอบสวนกลางนั้นเองผมได้มานั่งคิดดูว่า...เหตุที่เกิดการไอและจามอย่างรุนแรงนั้นก็เพราะบุหรี่นี่เป็นต้นเหตุ...ถึงคราวแล้วที่จะเลิก...ในความรู้สึกนั้นเอง
ก็บอกว่า..เลิกเสียเถิด...เลิกเสีย...ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวของเรา...ครับ ผมตกลงใจอย่างเด็ดขาดเลิกเสีย...ผมเอาบุหรี่ที่เหลือแจกพวกตำรวจในที่ทำงานทันที...เมื่อกลับมาถึงบ้านก็บอกแม่บ้านว่าได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเลิกบุหรี่แล้ว...เหตุการณ์ต่อมาหลังจากรับประทานอาหารแล้วตามปกติจะต้องสูบแต่ผมไม่สูบ...ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้...พออยากจะสูบจริงๆ...ก็คิดทันทีถึงวันที่ไอและจามอย่างรุนแรงในวันนั้น...พอคิดขึ้นมาทีไรความอยากสูบก็หายไปอย่างกับปลิดทิ้ง...ผมก็ปฏิบัติเช่นนี้มาเรื่อยๆ
เพื่อนฝูงสิงห์อมควันทั้งหลายพากันตื่นเต้นและแปลกใจเป็นที่สุด...ไม่เชื่อว่าผมจะเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด...เพราะตามสิถิติที่มีมาแล้วปรากฏว่าบางคนเลิกสูบมาได้หลายเดือนแล้ว...กลับหวนมาสูบอีกก็มี...เพื่อนฝูงของผมคงจะเป็นแบบนั้นกระมัง...แต่สำหรับผมนั้นเป็นที่น่ายินดีว่า...ผมเลิกสูบอย่าง
เด็ดขาดแล้วจริงๆ...

...ผมมานั่งคิดดูว่าถ้าหากผมไม่ได้ไปเป็นกรรมการสอบสวนที่กระทรวงมหาดไทยในวันนั้นแล้ว...
จะมีเหตุการณ์ใดให้ผมได้เลิกบุหรี่หรือเปล่าผมก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน...ก็นับว่าเป็นกรรมดีอันหนึ่ง
ที่จะมากระทบให้ผมต้องเลิกบุหรี่...กรรมนั้นก็ลิขิตให้เป็นไปได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปสอบสวนที่กระทรวงมหาดไทยในวันนั้นก็ตาม...ก็อาจจะมีเหตุอื่นๆ เกิดขึ้นแทนก็ได้...ผมคิดถึงเรื่องกรรมที่จะ
บันดาลให้เป็นไปมากกว่า...เรียกว่าผมก็ยังมีกุศลผลบุญกับเขาอยู่บ้าง...แต่ว่าอย่างไรก็ตามร่องรอย
ของคราบควันบุหรี่ก็ยังฝังอยู่ในร่างกายของผมอีกเป็นจำนวนไม่น้อย...ซึ่งต่อไปผมจะได้เล่าให้ฟังว่า
มันได้ไปเกิดผลอย่างไรขึ้นกับตัวผมบ้างในภายหลัง...

...เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งในอีกหลายๆเรื่องซึ่งผมคัดลอกมาจากหนังสือชื่อว่า...
"เพียงตำรวจคนหนึ่งเท่านั้นเอง"ของ พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคมซึ่งเป็นบิดาของผม...ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่สนุกและน่าอ่าน...และผมจะนำมาเสนออีกในคราวต่อไปครับ...




วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รวมพระคาถาต่างๆ



   พระคาถาเหล่านี้เป็นพระคาถาที่ข้าพเจ้าได้ใช้ภาวนาสวดมนต์อยู่เป็นประจำ...ได้รวบรวมมาจากพระคาถาโบราณต่างๆ
บางบทก็เป็นพระคาถาประจำตระกูลของบรรดา มิตรสหายของข้าพเจ้า...จึงได้รวบรวมมาไว้ให้ทุกคนจะได้เอาไว้สวดมนต์
ภาวนา ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ...

                                    พระคาถาพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์
นะโม ๓ จบ...

                        ตังเมสะทิโก   มังสุเรโส   อะปะนา   ปะสุสุปิ
                                    อะทะสิติ   ปุวิสิเว   กุโกกะโค   นะมามิหัง  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                     พระคาถาพระพุทธเจ้า ๑๖ พระองค์

                        นะมะนะอะ   นอกอนะกะ   กอออนออะ   นะอะกะอัง
                                    อุมิอะมิ   มะหิสุตัง   สุนะพุทธัง   อะสุนะอะ  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                      พระคาถาอาวุธพระพุทธเจ้า

                        อายันตุโภณโต   อิธะทานะ   เนกขัมมะปัญญา   สะหะวิริยะขันติ
                                    สัจจาธิฏฐานะ   สะเมตตะเปกขา   ยุทธายะโว   คัณหะถะ   อาวุธานิติ

                                      พระคาถาอัญเชิญพระพุทธเจ้า

                                    นะโมเตพุทธวีรัตถุ   วิปปะมุตโตสิ   สัพพะธิ
                                    สัมพาธปฏิปัณโณสะมิ   ตัสสะเมสะระณังภะวะ  [ ภาวนา ๓ จบ ]

                                       พระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า

                                    อิติปิโส   วิเสเสอิ   อิเสเส   พุทธะนาเมอิ
                                    อิเมนะ   พุทธะตังโสอิ   อิโสตัง   พุทธะปิติอิ
                                         ตะโจ   พระพุทธเจ้า   จงมาเป็นหนัง
                                         มังสัง   พระธรรมเจ้า   จงมาเป็นเนื้อ
                                         อัฐิ        พระสงฆ์เจ้า   จงมาเป็นกระดูก
                                    ตรีเพชรคงคง อิสวาสุ   จักรวาสุอิ
                                    สุสวาอิ   พุทธะปิติอิ  [ ภาวนา ๓ จบ ] 

                                       พระคาถามงกุฏเพชรพระพุทธเจ้า

                        อิฏโฐสัพพัญญุตะญานัง     อิฏฉันโตอาสะวะขะยัง
                                    อิฏฐังธัมมังอะนุปปัตโต      อิฏฐิมันตังนะมามิหัง  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                       พระคาถาบารมี ๓๐ ทัศพระพุทธเจ้า

                        อิติปาริมิตาตึงสา   อิติสัพพัญญูมาคะตา   อิติโพธิมะนุปปัตโต   อิติปิโสจะเตนะโม
                                    โสธายะ   โอมอะมะระนิ   ชีวันติเย   มะอะอุ   อุอะมะ   อะมะอุ   สิวังพรหมา   สวาหะ   สวาโหม  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                       พระคาถาสัมพุทเธ หงษา

                                    สัมพุทเธอัฏฐะวีสัญจะ   พุทโธเมอัมหากังปาการัง   ทะวาทะสัญจะสะหัสสะเก
                                                                               ธัมโมเมอัมหากังปาการัง    ปัญจะสะตะสะหัสสานิ
                                                                               สังโฆเมอัมหากังปาการัง    นะมามิสิระสาอะหัง
                                   สัพเพพุทธาชะนาจิตตัง  เตสังธัมมัญจะสังฆัญจะ
                                   สัพเพธัมมาชะนาจิตตัง   อาทะเรนะนะมามิหัง
                                   สัพเพสังฆาชะนาจิตตัง   นะมะการานุภาเวนะ
                                   มะอะอุหันตะวา   สัพเพอุปัททะเว   อุอะมะ   อเนกาอันตะรายาปิ
                                   นะโมพุทธายะ   วินาสสันตุ   อะเสสะโต   ยะธาพุทโมนะ [ภาวนา ๓ จบ ]

                                   พระคาถาบูชาพระแม่ธรณี

                        ตัสสาเกษีสะโต   ยะถาคงคา   โสตังปะวัตตันติ   มาระเสนา 
                                    ปติฏฐาตุง   อะสักโกนโต   ปะลายิงสุ   ปรินามะนุภาเวนะ   มาระเสนา
                                    ปะราชิตา   ทิโสทิสัง   ปะลายันติ   วิทังเสติ   อะเสสะโต  [ ภาวนา ๓ จบ ]

                                    พระคาถาธรณีสาร

                                     สีโรเมพุทธเทวัญจะ   นะลาเต   พรหมาเทวตา   หะทะยัง   นารายะ
                                     กัญเจวะ   ทะเวหัตเถ   จะปะระเมสุรา   ปาเทวิษณุกัญเจวะ
                                     สัพพะก้มมา   ประสิทธิเม  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                  พระคาถาท้าวจตุบาลทั้ง ๔ ตน
                         นะจตุรัสภูตานัง   เอหิมาเรโส   นะโมพุทธายะ   นะมะพะธะ   ภูติทั้ง ๔ ตน   รักษาตนตัวกู
                                   อยู่หรือมิอยู่   อยู่คะ   มานิมา   อาคัจฉายะ   อาคัจฉาหิ   คนหนึ่งชื่อเ็พ็ชรทน   คนหนึ่งชื่อเพ็ชรทาน
                                   คนหนึ่งชื่อเพชรปราบ   คนหนึ่งชื่อเพชรปราม   ถามอยู่คง   นะเพ็ชรคง   โมเพ็ชรคง   พุทธเพ็ชรคง
                                   ธาเพ็ชรคง   ยะเพ็ชรคง   คงทั้งเนื้อ   คงทั้งหนัง   คงทั้งนั่ง   คงทั้งนอน   คงทั้งยืน   คงทั้งหลับ
                                   คงทั้งตื่น   คงทั้งกลางคืน   คงทั้งกลางวัน   คงสรรพสาระพันนานา   อิระชาคะตะระสา   อาปามะจุปะ
                                   เรหะ   กัณหะเณหะ   นะผูก   โมมัด   พุทรัด   ธากรึง   ยะกรึงอิติ   กรึงฟ้า   กรึงดิน   กรึงสมุทร สายสิญจ์
                                   กรึงสวาหะ   กายะพันธะนัง   คงคะ   อติฉามิ  [ภาวนา ๓ จบ ] 

                                  พระคาถามนต์จินดามณี  [ล.ป.ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ]

                                   จินดามณี   สะหะโกติ   สัตตัง   เทวานัง   มะนุษย์สะเทวานัง   อะมะนุษย์สะเทวานัง   สะมะณีจิตตัง
                                   บุตรีจิตตัง   อาคัจฉาหิ   ปะริเทวันติ   ปิยังมะมะ   มะณีจินดา   ปัญจะทานัง   ทาสาโกมัง   ทาสีโกมัง
                                   ปิสันทัสสะ   นะมามิหัง   สัพเพชะนา   พะหูชะนา   มหาจินดา   เอหิพุทธัง   ปิยินทริยัง   เทวะมนุษย์สานัง
                                   ปิโยนาคะ   สุปัณนานัง   ปิยินทริยัง   นะมามิหัง   พุทโธโสภะคะวา   ธัมโมโสภะคะวา   สังโฆโสภะคะวา
                                   อินทัสเสน่หา   พรหมะเสน่หา   อิตถีเสน่หา   ราชาเทวี   มะณีรักขัง   ปิยังมะมะ   พุทธสังมิ   นะชาลีติ
                                   พระอะระหัง   สัพพะลาภัง   ประสิทธิเม  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                 พระคาถามหาจินดามนต์  [ อิติปิโส สวดถอยหลัง ]

                                   ติวาคะภะโธพุทนังสา   นุสมะวะเทถาสัตถิระ   สามะทัมสะริปุโร   ตะนุสอะทูวิกะโลโตคะ
                                   สุโนปันสัมนะระจะชาวิชโธพุทสัมมา   สัมหังระอะวาคะภะโสปิติอิ  [ภาวนา ๓ จบ ]

                                   พระคาถามหามนต์จินดา [ล.พ. โพรงโพธิ,ล.พ.เงิน บางคลาน ]

                                    จิตตะกัง  จิตตะโร   มาจิตตังมะมะ   จิตติสุหิ   จิตติมานิมานิมา   อิสัพเพชะนา    ก็มาจิตติ   อิติพะหูชะนา
                                    อิมะนุสสาก็มา   แห่งใจมนุษย์ก็มา   สิตะอิทะอิทัง   ไตรอุสุ   พระราชา   วิหลุดสุดยอด   สอดอินทราชัย
                                    พุทธาครารอด   สอดพระพุทธา   สุขังหิรัญญังวา   อาคัจฉายะ   อาคัจฉาหิ [ภาวนา ๓ จบ]

                                  พระคาถากำกับยันต์ตรีนิสิเห

                        มะอะอุ   ตรีนิสิงเห   สะธะวิปิปะสะอุ   สัตตะนาเค   อาปามะจุปะ   ปัญจะเพชรฉลูกัญเจวะ   นะมะพะธะ
                                   จะตุเทวา   อิสวาสุ   สุสวาอิ   ฉะวัจฉะราชา   ฑีฆะสังอังขุ   ปัญจะอินทรา   นะเมวะจะมิ   เอกะยักขา
                                    อะสังวิสุโลปุสะพุภะ   นะวะเทวา   สะหะชะฏะตรี   ปัญจะพรัหมาสะหัมปะติ   พุทโธ   ทะเวราชา
                                    เสพุเสวะ   เสตะอะเส   อัฏฐะ   อะระหันตา   นะโมพุทธายะ [ ภาวนา ๓ จบ ]

...พระคาถายังมีอีกมาก...แล้วค่อยเรียบเรียงเพิ่มเติมในโอกาสต่อไปนะครับ...
...อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม...